สายเข้าครัวห้ามพลาด! แนะนำ 5 ไอเท็มอุปกรณ์คู่ครัวญี่ปุ่น

สายเข้าครัวห้ามพลาด! แนะนำ 5 ไอเท็มอุปกรณ์คู่ครัวญี่ปุ่น

สำหรับคุณแม่บ้าน (หรือพ่อบ้าน) ญี่ปุ่นที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและจัดเตรียมข้าวกล่องหรือเบนโตะให้สมาชิกในครอบครัว อาวุธคู่กายในการเข้าครัวหรืออุปกรณ์สำหรับการทำอาหารนั้นเป็นของสำคัญที่ขาดไม่ได้ และอาหารญี่ปุ่นเองก็เป็นอาหารที่นับว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีเครื่องปรุงและอุปกรณ์หลายๆ อย่างที่มีความเฉพาะทางและอาจไม่สามารถเห็นได้ในครัวของชาติอื่นๆ

ในคราวนี้ เราจะมาแนะนำ 5 ไอเท็มอุปกรณ์คู่ครัวญี่ปุ่นที่มักพบเห็นได้บ่อยครั้ง สำหรับคนที่สนใจเรื่องการเข้าครัวทำอาหารแล้ว การใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องนั้นจะช่วยทำให้การทำอาหารญี่ปุ่นนั้นง่ายขึ้น

1. ที่ขูดหัวไชเท้า

หัวไชเท้าเป็นส่วนประกอบที่มักเห็นได้ในอาหารญี่ปุ่นหลายๆ เมนู โดยเฉพาะ “หัวไชเท้าขูดฝอย” หรือ “โอโรชิ ไดคง” 「おろし大根」ที่มักจะปรากฏให้เห็นเป็นเครื่องเคียงเสิร์ฟคู่กับอาหาร เช่น ปลาย่าง เทมปุระ เป็นต้น ไว้รับประทานคู่กันเพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นให้อาหารอร่อยมากขึ้น ซึ่งที่ขูดหัวไชเท้านั้นก็เป็นอุปกรณ์สำคัญชิ้นหนึ่งในครัวญี่ปุ่นเลยทีเดียว วิธีการใช้ก็ไม่ซับซ้อน เพียงแค่หั่นหัวไชเท้าเป็นแว่นๆ แล้วนำไปหมุนวนหรือขูดบนอุปกรณ์ที่มีใบมีดเล็กๆ ด้านบน

ที่ขูดหัวไชเท้าฝอย

 

2. ที่ขูดวาซาบิ

พูดถึงอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะซูชิ หลายๆ คนก็คงอดคิดถึงวาซาบิไม่ได้แน่นอน ต้นวาซาบิเป็นพืชในตระกูลเดียวกับผักกาด ซึ่งเราจะนำเอาส่วนลำต้นหรือเหง้าของต้นวาซาบิมาขูดใส่หรือจิ้มอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนคล้ายกับมัสตาร์ด ซึ่งจริงๆ แล้วในชีวิตประจำวันเรามักเห็นวาซาบิสำเร็จรูปแบบผงที่นำมาผสมน้ำกันเสียมากกว่า โดยวาซาบิสำเร็จรูปนี้จะมีราคาย่อมเยาและหาได้ทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่หากต้องการเข้าถึงรสชาติและกลิ่นหอมของวาซาบิแล้วล่ะก็ ก็สามารถนำเหง้าวาซาบิสดมาบดเพื่อรับประทานกับอาหารได้ โดยที่ขูดวาซาบิมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ที่ราคาย่อมเยาและสามารถหาซื้อได้ตามร้าน 100 เยน จนถึงอุปกรณ์ที่ทำจากหนังปลากระเบนที่ราคาเป็นหลักพันเลยทีเดียว

ที่ขูดวาซาบิ
ที่ขูดวาซาบิที่ทำจากหนังปลากระเบน

3. อุปกรณ์ทำข้าวปั้น

ข้าวปั้นหรือ “โอนิกิริ” แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารคู่บ้านของคนญี่ปุ่นที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป คุณแม่บ้าน (หรือพ่อบ้าน) มักทำข้าวปั้นใส่ในข้าวกล่องเบนโตะให้ลูกๆ นำไปโรงเรียนหรือนำไปปิคนิคกับครอบครัวในช่วงวันหยุด ซึ่งไส้ของข้าวปั้นนั้นก็มีหลากหลาย ตั้งแต่เข้าปั้นที่ไม่มีไส้เลย ไส้ทูน่ามายองเนส ไส้หมู เป็นต้น รูปทรงข้าวปั้นที่นิยมกันมากคือรูปสามเหลี่ยม แต่การที่จะปั้นข้าวให้เป็นรูปสามเหลี่ยมที่สวยงามนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การมีอุปกรณ์ช่วยในการทำข้าวปั้นจะทำให้เราสามารถทำเมนูนี้ออกมาได้สวยงามน่ารับประทานมากขึ้น อุปกรณ์ที่ว่านี้ก็ราคาไม่แพงและสามารถหาซื้อได้ตามร้าน 100 เยน แถมมีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ทรงสามเหลี่ยมเท่านั้น

 

 

4. กระทะทำทามาโกะยากิ

“ทามาโกะยากิ” 「玉子焼き」หรือไข่ม้วน เป็นอาหารคล้ายออมเล็ต (omelet) ของตะวันตก แต่จะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จากการใส่เครื่องปรุงคือ มิริน (เหล้าหวานสำหรับปรุงอาหาร) และดาชิ (น้ำซุปปรุงรสที่มักทำจากการต้มสาหร่ายคมบุกับปลาโอฝอยอบแห้ง) หลายคนอาจจะไม่รู้ว่ามีกระทะสำหรับใช้ทำ “ทามาโกะยากิ” หรือไข่ม้วนโดยเฉพาะ

สำหรับกระทะสำหรับทำไข่ม้วน จริงๆ แล้วมีหลายรูปแบบและหลายขนาด แต่แบบที่นิยมกันจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดไม่ใหญ่มากนั้นถ้าเทียบกับกระทะที่ใช้ทำอาหารทั่วไป

ทามาโกะยากิ

 

5. ถาดใส่เส้นโซบะ

โซบะ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างหนึ่ง (เส้นโซบะมีลักษณะคล้ายเส้นบะหมี่ ทำจากแป้งบักวีตและเส้นมักจะสีน้ำตาล สามารถรับประทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น)

 

การเสิร์ฟโซบะจริงๆ แล้วไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัว แต่เรามักจะเห็นว่าโซบะแบบเย็นมักมาในรูปแบบของถาดที่ทำจากไม้ไผ่ มาพร้อมถ้วยเล็กๆ สำหรับใส่น้ำซุปที่ใช้รับประทานคู่กับเส้นโซบะ

โซบะเย็นในถาดไม้ไผ่

 

เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 5 ไอเท็มคู่ครัวญี่ปุ่นที่แนะนำไปข้างต้น ถ้าใครสนใจจะลองทำอาหารญี่ปุ่นรับประทานเองที่บ้าน ตอนนี้อุปกรณ์หลายๆ ชิ้นก็สามารถหาซื้อได้ในบ้านเราแล้ว จะลองไปหาซื้อมาไว้ก็ดีเหมือนกันนะคะ

สล็อตเว็บตรง

การลดน้ำหนักด้วย “น้ำอุ่น” ให้ได้ผลดีตามแบบวิธีที่คนญี่ปุ่นปฏิบัติ

การลดน้ำหนักด้วย “น้ำอุ่น” ให้ได้ผลดีตามแบบวิธีที่คนญี่ปุ่นปฏิบัติ

หลายคนคงไม่เชื่อว่าการดื่มน้ำอุ่นธรรมดานั้นสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ แต่คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยใช้การดื่มน้ำอุ่นเพื่อลดน้ำหนัก มาดูเหตุผลกันว่าทำไมการดื่มน้ำอุ่นจึงช่วยให้น้ำหนักลดได้ และมาดูวิธีการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพด้วยน้ำอุ่นตามที่คนญี่ปุ่นแนะนำกันนะคะ

เหตุผลที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วช่วยในการลดน้ำหนัก

การดื่มน้ำอุ่นทำให้การไหลเวียนเลือดดีซึ่งช่วยเสริมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

การดื่มน้ำอุ่นจะทำให้อวัยวะภายใน เช่น ทางเดินอาหารอุ่นขึ้น ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น เมื่ออุณหภูมิของอวัยวะภายในสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกายจะทำหน้าที่ได้ดีเพิ่มขึ้น 10-12 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การเผาผลาญไขมันมีประสิทธิภาพและส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้ง่าย

น้ำอุ่นทำให้อวัยวะภายในทำงานได้ดีขึ้นและทำให้การขับของเสียออกจากร่างกายดีขึ้น

เมื่อดื่มน้ำอุ่นเข้าไป อวัยวะภายในที่อุ่นขึ้นจะทำงานได้ดีและทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ตับและไตทำงานได้ดี ซึ่งจะช่วยในการขจัดพิษจากของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกายได้ดี

น้ำอุ่นช่วยเพิ่มปริมาณปัสสาวะและขับถ่ายน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำอุ่นจะทำให้การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองดี และขับเอาน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายทางปัสสาวะ น้ำหนักจะลดลงไปพร้อมกับปัสสาวะที่ถูกขับออกไป นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นยังมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการท้องผูกและอาการบวมน้ำของร่างกายด้วย

วิธีการเตรียมน้ำอุ่น

การเตรียมโดยกาต้มน้ำ

การต้มน้ำด้วยกาน้ำเป็นวิธีการเตรียมน้ำอุ่นที่ระบบแพทย์ทางเลือกอายุรเวท (Ayurveda) ที่มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย เชื่อว่าจะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดี วิธีการต้มง่ายๆ เพียงเติมน้ำลงไปในกาต้มน้ำ นำตั้งบนไฟแรง ต้มจนน้ำเดือดแล้วจึงเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน เปิดฝากาน้ำ และต้มต่ออีกประมาณ 10-15 นาที การต้มน้ำต่อหลังจากน้ำเดือดเป็นการเพิ่มพลังลมเข้าไปในน้ำตามความเชื่อของอายุรเวท ซึ่งส่งผลให้ได้น้ำอุ่นที่ชำระล้างสิ่งที่ติดอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้อย่างสะอาด

เมื่อต้มเสร็จก็รินน้ำร้อนใส่แก้วน้ำทนร้อนประมาณ 100-150 มิลลิลิตร รอจนน้ำมีอุณหภูมิประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส แล้วจึงนำมาดื่ม วิธีการกะอุณหภูมินั้นทำได้โดยใช้มือจับแก้วน้ำ ซึ่งรู้สึกว่าร้อนเล็กน้อยแต่ไม่ทำให้ลวกมือ โดยสามารถต้มเพียงครั้งเดียวแล้วเก็บน้ำอุ่นที่เหลือไว้ในกระติกน้ำหรือภาชนะที่เก็บความร้อนได้ดี

วิธีการเตรียมน้ำอุ่นโดยใช้ไมโครเวฟ

ในเวลาที่ยุ่งจนไม่มีเวลาต้มน้ำด้วยกา ก็สามารถเตรียมน้ำอุ่นโดยใช้ไมโครเวฟได้ โดยนำน้ำกรองหรือน้ำเกลือแร่ประมาณ 150-200 มิลลิลิตรใส่ในแก้วหรือถ้วยทนร้อน นำเข้าไมโครเวฟที่ 500 วัตต์ เป็นเวลาประมาณ 2 นาที และรอจนอุณหภูมิน้ำประมาณ 50 องศาเซลเซียสแล้วจึงนำมาดื่ม ทั้งนี้ไม่ควรใช้น้ำประปาจากก็อกมาต้ม เพราะความร้อนจากไมโครเวฟไม่เพียงพอที่จะขจัดคลอรีนและสิ่งปนเปื้อนในน้ำประปาได้

วิธีการดื่มน้ำอุ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก

เลือกเวลาดื่มที่เหมาะสม

การดื่มน้ำอุ่นในขณะที่ท้องว่างก่อนอาหารเช้าประมาณ 30 นาที จะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงานในช่วงเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ได้ดี ส่วนการดื่มก่อนนอน และดื่มในระหว่างการรับประทานอาหารจะช่วยทำให้อิ่มเร็วและช่วยลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อได้ดี

ปริมาณน้ำอุ่นที่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก

การดื่มน้ำอุ่นวันละ 800 มิลลิลิตร โดยดื่มครั้งละ 150-200 มิลลิลิตร วันละ 4-5 ครั้ง และดื่มอย่างช้าๆ ครั้งละประมาณ 5-10 นาที จะช่วยลดน้ำหนักได้ดี

 

ข้อควรระวังในการดื่มน้ำอุ่นเพื่อลดความอ้วน

ไม่ควรดื่มในปริมาณที่มากเกินไป เพราะการดื่มน้ำอุ่นมากเกินไปโดยเฉพาะในระหว่างการรับประทานอาหารจะทำให้น้ำไปเจือจางน้ำย่อย ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งไม่ควรดื่มมากก่อนเข้านอน เพราะอาจจะส่งผลให้ขาและหน้าบวมน้ำในตอนเช้าได้

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักก็ลองใช้วิธีการดื่มน้ำอุ่นดูนะคะ ทั้งนี้ก็ต้องรับประทานอาหารในปริมาณที่สมดุลต่อความต้องการของร่างกาย และหลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูงหรือของหวานด้วย ผู้เขียนเองก็ใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักด้วยน้ำอุ่นเช่นกันค่ะ

UFABET เว็บตรง

ฟังจากฝั่งญี่ปุ่น การรับประทานขิงติดต่อกัน 1 เดือนมีผลดีต่อร่างกายอย่างไร

ฟังจากฝั่งญี่ปุ่น การรับประทานขิงติดต่อกัน 1 เดือนมีผลดีต่อร่างกายอย่างไร

ขิงเป็นสมุนไพรที่คนเอเชียและคนญี่ปุ่นนิยมนำมาใช้เพิ่มรสชาติให้แก่อาหาร ตลอดจนนำมาดื่มเพื่อสุขภาพ มาดูประโยชน์ของขิงและการรับประทานขิงติดต่อกันเป็นเวลา  1 เดือนจากความรู้รอบตัวสำหรับคนญี่ปุ่นกันนะคะ ว่าจะมีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

ประโยชน์ของขิง

ขิงเป็นสมุนไพรที่มีสารสำคัญได้แก่ จิงเจอรอล (Gingerol) โชกะออล (Shogaol)  ซิงจิเบอรีน (Zingiberene) วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ขิงถูกใช้เป็นยาสมุนไพรจีนมาตั้งแต่โบราณ จากประโยชน์ของสารต่างๆ ดังนี้คือ จิงเจอรอล ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยลดอาการวิงเวียนคลื่นไส้ โชกะออลซึ่งมีฤทธิ์ในการระงับปวด ช่วยลดอาการปวดข้อและช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจ และซิงจิเบอรีนซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ป้องกันโรคเบาหวานและเสริมสร้างการทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

การรับประทานขิงติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือนมีผลดีต่อร่างกายอย่างไร

การรับประทานขิงในปริมาณขนาด 1.5 เซนติเมตรทุกวันเป็นเวลาประมาณ 1  เดือน โดยวิธีการต่างๆ เช่น นำมาปั่นกับสมูทตี้ หรือเป็นเครื่องดื่มและปรุงอาหาร จะส่งผลดีต่อร่างกายดังนี้คือ

  • ช่วยป้องกันและลดการอักเสบในร่างกายได้ดี
  • ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะในหญิงมีครรภ์และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการทำเคมีบำบัด
  • บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ
  • บรรเทาอาการท้องผูก โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย เพราะสารสำคัญในขิงจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกาย ส่งผลในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ดี

ความแตกต่างระหว่างขิงสดและขิงแห้ง

ขิงสด

ขิงสดอุดมไปด้วยสารจิงเจอรอลซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เกิดรสเผ็ด สารชนิดนี้จะช่วยให้การไหลเวียนเลือดดี ทำให้ร่างกายอบอุ่น เสริมให้เหงื่อออก จึงเหมาะสำหรับการนำมารับประทานในช่วงที่อากาศหนาว หรือในช่วงที่กำลังป่วย นอกจากนี้ขิงสดยังอุดมไปด้วยสารต้านแบคทีเรียและสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะกับการนำมารับประทานเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน

ขิงแห้ง

เมื่อผ่านความร้อนหรือถูกตากแห้ง สารประกอบจิงเจอรอลในขิงจะเปลี่ยนเป็นโชกะออล สารชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารและช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี วิธีการทำขิงแห้งนั้นทำได้ง่ายจากการนำขิงมาหั่นบางและตากแดดให้แห้ง จากนั้นจึงนำมาบดให้ละเอียด นำใส่ภาชนะที่มีฝาผิดมิดชิด เวลาจะนำมารับประทานก็นำมาชงในน้ำอุ่นหรือน้ำชา เป็นต้น

 

ขิงเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพและมีราคาถูก การรับประทานขิงทุกวันในปริมาณที่เหมาะสมไม่มีผลเสียต่อร่างกายเหมือนอย่างสมุนไพรบางชนิด ในยามที่ต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับสถานการณ์การระบาดของไวรัส ก็ลองมองหาสมุนไพรใกล้ครัวตัวนี้ดูนะคะ

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รู้หรือไม่? ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ญี่ปุ่นเขาติดป้ายลดราคากันตอนไหนนะ

รู้หรือไม่? ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ญี่ปุ่นเขาติดป้ายลดราคากันตอนไหนนะ

หนึ่งในไฮไลต์ของการช็อปปิ้งที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตประเทศญี่ปุ่นก็คือ การเฝ้ารอของสด กับข้าว เบนโตะทั้งหลายติดป้ายลดราคา ซึ่งมีตั้งแต่ลดราคาไม่มาก ไปจนถึงลดแบบ 50% กันเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นสินค้าคุณภาพดี รับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อย โดยเหล่าแม่บ้านญี่ปุ่นผู้ซึ่งมักเป็นคนดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านก็มักจะตั้งตารอคอยช่วงเวลาที่พนักงานจะมาติดสติ๊กเกอร์ลดราคาแบบนี้กันอย่างใจจดใจจ่อ หลายคนเข้าใจว่าป้ายลดราคาเหล่านี้จะถูกติดช่วงเวลาใกล้ ๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะปิดให้บริการ แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไปนะคะ คราวนี้เราจึงมีความลับของช่วงเวลาการปิดป้ายลดราคาในซุปเปอร์ฯ ญี่ปุ่นมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

ข้อมูลที่เรานำมาเสนอในครั้งนี้เป็นข้อมูลจากซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งก็เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตตามสไตล์ซุปเปอร์ฯ ญี่ปุ่นทั่วไปที่มีทั้งเนื้อสัตว์สด ๆ ผัก ผลไม้ อาหารปรุงสำเร็จพร้อมทาน กับข้าว ซูชิ เป็นต้น วางจำหน่าย สำหรับช่วงเวลาในการติดป้ายลดราคานั้น ทางซุปเปอร์เปิดเผยว่าที่จริงแล้ว ช่วงเวลาในการติดป้ายลดราคาสินค้าในแต่ละวันนั้นไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างตายตัว โดยปกติแล้วการกำหนดเวลาในการติดป้ายลดราคาสินค้าในซุปเปอร์ฯนั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น สภาพอากาศในวันนั้น ๆ อุณหภูมิในแต่ละวัน เป็นต้น โดยหัวหน้าสาขาของแต่ละซุปเปอร์ฯ จะทำการประเมินสถานการณ์โดยดูจากอุณหภูมิของวันนั้นและสภาพอากาศ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากวันนั้นอากาศดี อุณหภูมิค่อนข้างสูง ก็ประเมินว่าลูกค้าอาจจะไม่รีบออกจากบ้านมาซื้อของกันซักเท่าไร ก็จะตั้งเวลาการติดป้ายลดราคาช้าสักหน่อย โดยจะค่อย ๆ เริ่มจากป้ายลดราคาในอัตราต่ำ ๆ ก่อน ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึง 50%

 

ถึงแม้การกำหนดเวลาในการติดป้ายลดราคาของซุปเปอร์มาร์เก็ตจะแตกต่างกันไปในแต่ละวันโดยอ้างอิงจากสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิในแต่ละวัน รวมไปถึงฤดูกาลในตอนนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้มีการรับประกันช่วงเวลาอย่างแน่นอนว่าแต่ละร้านจะเริ่มติดป้ายลดราคากันตอนไหน เพราะจะขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจของหัวหน้าสาขานั่นเอง ซึ่งนอกจากจะต้องพยายามคาดการณ์เวลาเพื่อให้สินค้าขายออกให้ได้จนหมดหรือมากที่สุดแล้ว เหตุผลที่ต้องค่อย ๆ ไล่ติดป้ายลดราคาจากน้อยไปหามากก็เพราะว่าหากสินค้าขายหมดจนเร็วเกินไป ลูกค้าที่มาใช้บริการช้าอาจจะต้องผิดหวังกลับบ้านไปเสียเปล่า ๆ นั่นเอง

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

วากาชิกาชา?! ขนมญี่ปุ่นในรูปแบบกาชาเพื่อความยั่งยืน!

วากาชิกาชา?! ขนมญี่ปุ่นในรูปแบบกาชาเพื่อความยั่งยืน!

Sustainable Development Goals หรือ SDGs คือ เป้าหมายการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน เป็นเป้าหมายที่องค์กรและธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจและปรับกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว ในบทความนี้จะมาแนะนำธุรกิจร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีที่นำ SDGs มาประยุกต์ใช้กับดำเนินธุรกิจค่ะ

ตู้จำหน่ายขนม วากาชิกาชา!?

 

“ทาคายามาโดะ” เป็นร้านขนมวากาชิขนมหวานสไตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นอายุ 135 ปี เริ่มต้นกิจการในปี พ.ศ. 2430 ที่เมืองโอซาก้าและจำหน่ายวากาชิมากกว่า 50 ชนิด แต่ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ยอดขายลดลงมากถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด สาเหตุมาจากกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นผู้สูงวัยออกจากบ้านไม่ได้และยอดสั่งซื้อจากบริษัทต่างๆ ลดลง นอกจากนี้ยังต้องย่นเวลาทำการลงตามมาตรป้องกันโควิด-19 ทำให้ทางร้านตัดสินค้าตั้งตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ 24 ชม. โดยได้วางตู้จำหน่ายขนมอัตโนมัติซึ่งหาได้ยากในภูมิภาคคันไซ ตั้งตู้ที่สาขาหลักเมืองนิชิโนะมิยะ เมืองอามากาสะกิ จังหวัดเฮียวโกะ และเมืองมิโน จังหวัดโอซาก้า

อร่อยคุ้มเข้าถึงง่าย!

 

ทางร้านได้วางตู้จำหน่ายแบบแช่เย็นตามจุดจำหน่ายจุดละ 2 ตู้ ตู้แรกเป็นจะจำหน่ายสินค้า 8 อย่างรวมถึง “Sweet Mermaid” มันจูสไตล์ฝรั่งซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ส่วนตู้ที่สองจะจำหน่ายเฉพาะบัตเตอร์แซนด์วิช (บิสกิตสอดไส้บัตเตอร์ครีม) ทั้งหมด 6 รสชาติ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ “SDGs Wagashi Gacha” ซึ่งเป็นการนำวากาชิที่รูปแบบไม่สวยหรือใกล้หมดอายุราคาระหว่าง 450 – 600 เยนทั้งหมด 3 ชิ้นมาจำหน่ายในราคาเพียง 300 เยนเท่านั้น! ขนมที่ขายในตู้ก็ไม่ธรรมดานะคะ เพราะเป็นขนมยอดนิยมที่ขายหมดตลอด ขอบอกว่าคุ้มมากๆ!

 

แน่นอนว่าผลตอบรับก็ดีมากเช่นกัน เพราะกลุ่มลูกค้าขยายตัวมากขึ้น จากเดิมที่ยอดขายส่วนใหญ่มาจากคนสูงวัยและบริษัทต่างๆ พอตั้งตู้อัตโนมัติก็มีกลุ่มนักเรียนชั้นประถมและวัยรุ่นหญิงแวะเวียนมาซื้อตอนช่วงเย็นมากขึ้น ทำให้ยอดขาดสูงกว่าที่คาดไว้ถึง 1.6 เท่า ทำให้ต้องเติมขนมสามช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น โดยช่วงเวลาที่ทำยอดได้สูงสุดก็คือช่วงเย็นที่ตบะแตกง่ายที่สุดนั่นเองค่ะ

ที่ยอดขายพุ่งสูงขึ้น สาเหตุอาจจะเป็นเพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น กลับจากเรียนหรือทำงานก็กินขนมหวานๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอร้านเปิดหรือหาเวลาไปช่วงวันหยุด แล้วก็ได้ปริมาณที่พอเหมาะสำหรับทานคนเดียวอีกด้วย นอกจากนี้ทางร้านยังมีแพลนจะขยายตู้ไปตั้งตามสถานีรถไฟฟ้าหรือตามห้างสรรพสินค้าเพื่อเจาะตลาดและเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้นอีก ไอเดียดีมากๆ ถ้าไปคันไซอย่าลืมแวะไปทานกันนะคะ!

สล็อตเว็บตรง

7 ไอเทมลับต้องมีติดตู้ ! ฉบับหนุ่มญี่ปุ่นที่แต่งตัว (ไม่) เก่ง

7 ไอเทมลับต้องมีติดตู้ ! ฉบับหนุ่มญี่ปุ่นที่แต่งตัว (ไม่) เก่ง

เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมหนุ่ม ๆ ญี่ปุ่นถึงแต่งตัวกันเก่งจัง วัยรุ่นบางคนแต่งตัวดูรุ่มร่ามหน่อย ๆ ก็ยังดูดี โทนสีก็เข้ากัน มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ลงตัวซะจริง หรือบางคนที่เป็นวัยทำงานก็แต่งเรียบ ๆ สไตล์มินิมอล มองดูแล้วสะอาดตาเหลือเกิน จริง ๆ แล้ว มีหนุ่มญี่ปุ่นอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ถนัดเรื่องการแต่งตัว แต่มีไอเทมกันตาย ที่ใส่เมื่อไหร่ก็ดูดี ไม่ล้าสมัยติดตู้ไว้อยู่เสมอ จะมีไอเทมอะไรกันบ้าง แล้วแต่งยังไงกัน วันนี้เราจะพาไปล้วงความลับกันค่ะ

ไอเทมที่ 1: เสื้อยืด

เสื้อยืดเป็นไอเทมพื้นฐานเลยก็ว่าได้ค่ะ โดยเฉพาะเสื้อยืดสีขาวที่สามารถนำไปแมทช์กับเสื้อผ้าตัวอื่นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มหรือกางเกงยีนส์ตัวโปรด ไม่ล้าสมัยแน่นอน แถมยังทำให้มองแล้วดูสบายตา สุภาพ และสะอาดอีกด้วย

เสื้อผ้า

ไอเทมที่ 2: กางเกงสกินนี่

กางเกงสกินนี่สีเข้มคือไอเทมที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดแต่งตัวมากค่ะ เนื่องจากเป็นสีที่แมทช์ได้กับทุกลุค ให้อารมณ์กึ่งทางการ แต่ก็ใส่ชิวๆ ไปเที่ยวได้ เป็นไอเทมที่วันไหนไม่รู้จะใส่ท่อนล่างอะไรก็หยิบมาใส่ได้ตลอด

ไอเทมที่ 3: รองเท้าด๊อกเตอร์มาร์ติน

รองเท้ารูปแบบนี้เป็นรองเท้าที่ให้ลุคดูทางการ เป็นรองเท้าที่ขาดไม่ได้เลยล่ะค่ะ เพราะไอเทมนี้สามารถจับคู่กับเสื้อผ้าได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบแคชชวลหรือแบบทางการก็เข้าหมด

รองเท้า

ไอเทมที่ 4: รองเท้า Converse ทรงเตี้ย

รองเท้า Converse เป็นรองเท้าที่หาซื้อได้ง่าย ราคาก็ไม่แพง แถมรูปทรงและดีไซน์ของรองเท้ายี่ห้อนี้ ยังแมทช์ได้กับทุกชุด ใส่กับอะไรก็ดูดี ดูทะมัดทะแมง เป็นไอเทมที่ควรมีติดบ้านไว้เลยค่ะ

ไอเทมที่ 5: เชิ้ตแบบเปิดกระดุม

เป็นไอเทมยอดฮิตของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ค่ะ จะหน้าร้อนหน้าหนาวก็ใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง แค่มีไอเทมนี้ ลุคธรรมดาของเราก็จะดูพิเศษขึ้นทันที ถ้าไม่เชื่อ คุณผู้ชายก็ลองสวมเสื้อยืดสีขาวแล้วคลุมทับด้วยเชิ้ตแบบเปิดกระดุมดูสิคะ รับรองว่าดูดี ดูล้ำนำแฟชั่นขึ้นมาแน่นอน

ไอเทมที่ 6: แจ็คเก็ตผ้าเดนิมหรือแจ็คเก็ตยีนส์

เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่าอากาศร้อน ทำให้มีโอกาสเห็นคนญี่ปุ่นใส่เสื้อคลุม และเสื้อแจ็คเก็ตอยู่เสมอ ๆ แต่เสื้อคลุมที่นิยมมาก เรียกได้ว่าเห็นเกลื่อนเลยก็คือ แจ็คเก็ตผ้าเดนิมนั่นเอง เป็นไอเทมลับอีกอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่ขาดไม่ได้ เพราะนำไปแมทช์ได้ง่าย แมทช์กับเสื้อยืดสีขาวก็ดูดี แมทช์กับกางเกงสกินนี่ก็ดูเท่ หรือจะแมทช์กับรองเท้าด๊อกเตอร์มาร์ตินก็ดูคูลไปอีกแบบ

ไอเทมที่ 7: เสื้อแจ็คเก็ต MA-1

เสื้อแจ็คเก็ตรูปแบบนี้เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ทำให้คุณผู้ชายดูคูล ดูเท่ได้มากขึ้นอีกเป็นกอง ใครเป็นสายแมน ๆ ต้องห้ามพลาดเลยค่ะ วันไหนไม่อยากสวมแจ็คเก็ตยีนส์ที่ดูชิลจนเกินไป ลองปรับลุคให้ดูเคร่งขรึม เปลี่ยนมาสวมแจ็คเก็ต MA-1 กันดูบ้างสิคะ

 

หนุ่มไทยคนไหนอยากแต่งตัวให้ดูดี ดูคูลสไตล์ญี่ปุ่น ก็ลองนำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ เชื่อว่าแค่มีไอเทมเหล่านี้เป็นของกันตายติดตู้เอาไว้ จะแต่งตัวเก่งไม่เก่งก็รอดทุกงานแน่นอน

สล็อตเว็บตรง

ชาวญี่ปุ่นแนะนำ 3 วิธีช่วยควบคุมอารมณ์หงุดหงิดและโกรธง่าย

ชาวญี่ปุ่นแนะนำ 3 วิธีช่วยควบคุมอารมณ์หงุดหงิดและโกรธง่าย

คนเรามีทั้งอารมณ์ด้านบวก เช่น สนุกสนาน ตื่นเต้น และมีความสุข และอารมณ์ด้านลบ เช่น หงุดหงิด โกรธ และโวยวาย อารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้นจากสิ่งกระตุ้นจากบุคคลหรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา บางครั้งทำให้ยากที่จะควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ในด้านลบ เช่น ความหงุดหงิดหรือความโกรธ มารู้วิธีการที่คนญี่ปุ่นแนะนำว่าหากทำเป็นประจำแล้วจะช่วยให้ควบคุมอารมณ์จากความหงุดหงิดและความโกรธได้กันค่ะ

วิธีการที่ช่วยในการควบคุมอารมณ์ไม่ให้หงุดหงิดหรือโกรธง่าย

อารมณ์ความรู้สึกคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวภายใต้จิตสำนึกซึ่งจะแตกต่างจากความคิดที่เกิดขึ้นจากสมอง ความคิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยคนเราจะคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ตามเจตจำนงของตนเอง ความคิดของคนเราสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเองและสามารถควบคุมได้ ซึ่งแตกต่างจากอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดโดยไม่รู้ตัว การควบคุมอารมณ์ที่ดีคือการนำความคิดไปเกี่ยวพันกับสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกสบายใจอย่างมีสติ เช่น คนที่มีความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐาน บุคคลนั้นจะรู้สึกขอบคุณกับสิ่งเล็กๆ และทำให้อารมณ์ด้านบวก เช่น ความมีเมตตา และความสุขเกิดขึ้นได้ง่าย วิธีการที่จะควบคุมตัวเองไม่ให้สั่นไหวไปกับความหงุดหงิดและความโกรธมีดังนี้

1. เข้าใจลักษณะนิสัยของตนเอง

ในบางครั้งหากมีบางอย่างที่ไม่คาดคิดในด้านลบเกิดขึ้นทำให้คนเราแสดงอารมณ์ได้ง่าย เช่น โวยวาย หงุดหงิด และโกรธ การเข้าใจลักษณะนิสัยของตนเอง เช่น คำพูดใดที่ทำให้ตัวเราอ่อนไหวได้ง่ายและเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกแย่ เป็นต้น จะช่วยป้องกันการเกิดอารมณ์ด้านลบของเราได้ดี  การเขียนบันทึกถึงสาเหตุที่ทำให้รู้สึกอารมณ์เสีย เช่น เมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคาย เมื่อไปทำงานสาย หรือ เมื่ออดนอนติดต่อกันหลายวัน เป็นต้น จะทำให้เข้าใจและเรียนรู้จักตัวตนได้ดี เมื่อรู้จักลักษณะนิสัยของตนเองและเหตผลที่ทำให้รู้สึกโกรธและหงุดหงิดได้ง่ายแล้ว ก็จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์และหลีกเลี่ยงการเกิดอารมณ์หงุดหงิดและโกรธได้ดีขึ้น

2. ยอมรับความรู้สึกของตนเอง

ความรู้สึกหงุดหงิด เศร้า และไม่พอใจ เป็นอารมณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากยอมรับ แต่จริงๆ แล้วอารมณ์ในทางลบเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย การยอมรับว่าตนเองรู้สึกหงุดหงิด โกรธและก้าวร้าว เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถจัดการกับความรู้สึกและปล่อยมันออกไปได้ในที่สุด ในทางกลับกันหากคอยปกปิดไม่ยอมรับว่าตนเองโกรธหรือหงุดหงิด  เมื่อมีสิ่งกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะทำให้เรารู้สึกโกรธและหงุดหงิดซ้ำๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญคืออย่ารู้สึกแย่กับความรู้สึกในทางลบเหล่านี้ ยอมรับและหาวิธีการจัดการต่อไป

ควบคุมอารมณ์หงุดหงิด โกรธ

3. มุ่งมั่นแก้ปัญหา

หลังจากเรียนรู้ที่จะยอมรับในความรู้สึกด้านลบแล้ว ให้พยายามมุ่งมั่นแก้ปัญหา สิ่งที่ควรทำคือ คิดเพื่อวิเคราะห์ความรู้สึกอย่างสงบ ตั้งคำถามกับตัวเอง เช่น ทำไมฉันจึงรู้สึกเช่นนั้น? ฉันจะก้าวข้ามไปข้างหน้าได้อย่างไร? หรือ ฉันควรมีความคิดแบบไหนเพื่อที่จะไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งเดียวกันซึ่งอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต? ด้วยการฝึกตั้งคำถามและหาคำตอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้เราเข้าใจในตนเองได้มากขึ้น และทำให้มีการสนทนาระหว่างความคิดและอารมณ์ในตนเองดีขึ้น

 

ข้อปฏิบัติดังกล่าวฟังดูอาจจะค่อนข้างยาก แต่เมื่อฝึกตามข้อปฏิบัติทั้ง 3 บ่อยๆ จะทำให้เรียนรู้ถึงการมีชีวิตที่ง่ายและไม่แกว่งไกวไปตามอารมณ์  แล้ววันหนึ่งจิตใจของเราจะสงบสบายขึ้น จนมีรอยยิ้มเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์

สล็อตเว็บตรง

รู้หรือไม่? เทศกาลปาถั่ว (เทศกาลเซ็ตสึบุน) ในฮอกไกโดนั้นแตกต่างจากที่อื่น !

เทศกาลปาถั่ว (เทศกาลเซ็ตสึบุน) ในฮอกไกโด

เดือนมกราคมย่างเข้ากุมภาพันธ์แล้ว ทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีเทศกาลหนึ่งที่จัดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น พอจะคุ้น ๆ กันบ้างไหมคะ เทศกาลนั้นก็คือ เทศกาลปาถั่ว หรือเทศกาลเซ็ตสึบุนนั่นเองค่ะ จะมีการพูดคำว่า “Oni wa Soto, Fuku wa Uchi” ซึ่งมีความหมายว่า “สิ่งชั่วร้ายจงออกไป ความโชคดีจงเข้ามา” ขณะปาถั่ว เพื่อขับไล่ดวงวิญญาณร้ายและชักพาโชคลาภเข้ามาแทน

Setsubun
Setsubun

โดยปกติในเทศกาลนี้จะใช้ถั่วเหลืองปาใส่คนที่แต่งตัวเป็นยักษ์ แต่ว่า ทางแถบโทโฮคุ ฮอกไกโด และบางพื้นที่ในแถบคิวชูและคันโตไม่ใช้ถั่วเหลือง แต่เป็น ถั่วลิสง ค่ะ !

ถั่วลิสง
ถั่วลิสง

เรามักจะเห็นเม็ดถั่วเหลืองกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่อันที่จริงแล้วมีพื้นที่ที่ใช้ถั่วลิสงมากขนาดนี้เลยทีเดียวค่ะ

พื้นที่ที่ใช้ถั่วเหลืองและถั่วลิสง
พื้นที่ที่ใช้ถั่วเหลืองและถั่วลิสง

แล้วทำไมถึงใช้ถั่วลิสงแทนที่จะเป็นถั่วเหลืองล่ะ?

กล่าวกันว่าการปาถั่วในเทศกาลนี้เริ่มมาตั้งแต่สมัยมุโรมาจิ ส่วนช่วงที่เริ่มมีการปลูกถั่วลิสงในญี่ปุ่นนั้นเริ่มตั้งแต่สมัยเมจิ โดยที่ฮอกไกโดมีการเปลี่ยนมาใช้ถั่วลิสงในช่วงโชวะปี 30-40 (ปี ค.ศ. 1955-1965) ซึ่งเป็นช่วงที่การผลิตถั่วลิสงในญี่ปุ่นค่อนข้างแพร่หลาย

เหตุผลของการใช้ถั่วลิสงแทนถั่วเหลืองยังไม่มีที่มาที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเหตุผลที่ภูมิภาคทางเหนือใช้ถั่วลิสงมากกว่าก็ เพราะ

1.เก็บง่ายกว่า

พื้นที่ทางเหนืออย่างฮอกไกโดมีหิมะเยอะ ทำให้เก็บถั่วที่ปาด้านนอกยาก จึงเปลี่ยนเป็นถั่วลิสงแทนเพื่อความสะดวก รวมถึงเวลาปาถั่วในบ้านก็สามารถเก็บกวาดได้ง่าย เพราะถั่วลิสงมีเปลือกห่อหุ้ม ถั่วจึงไม่แตก

2.เก็บมากินต่อได้

ในเทศกาลนี้มีธรรมเนียมในการกินถั่ว โดยจะหยิบถั่วที่เหลือจากการปาแล้วนั้นมากิน โดยมีความเชื่อว่าถ้ากินถั่วจำนวนมากกว่าอายุตัวเอง 1 เม็ด จะทำให้สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ซึ่งถ้าใช้ถั่วลิสงก็จะสามารถแกะเปลือกออกมารับประทานได้ง่าย แถมยังสะอาดกว่าอีกด้วย

ถั่วลิสงจะไล่ยักษ์ได้หรือไม่ก็ไม่รู้ แต่สำหรับประเทศหิมะอย่างฮอกไกโด โทโฮคุแล้ว ก็ดูเป็นเหตุเป็นผลดีใช่ไหมล่ะคะ

 

แต่ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ จังหวัดจิบะที่ผลิตถั่วลิสงมากเป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นนั้นใช้ถั่วเหลือง แต่พื้นที่ที่ผลิตถั่วเหลืองมากอย่างฮอกไกโดกลับใช้ถั่วลิสงในเทศกาลปาถั่วนี้ค่ะ กลับกันเลยใช่ไหมคะ

เอโฮมากิซูชิ
เอโฮมากิซูชิ

เสริมอีกหน่อยว่าในเทศกาลนี้จะจัดตามวัดชินโตต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมืองเกียวโต และมีการโปรยถั่วนำโชค ฟุคุมาเมะ และขนมแป้งนำโชค ฟุคุโมจิ ให้กับผู้คนที่มาร่วมในพิธี รวมถึงนิยมกิน เอโฮมากิซูชิ เป็นซูชิโรลที่จะใส่ไส้ไข่หวาน แตงกวาญี่ปุ่น ปูอัด ปลาไหล ฯลฯ ด้วย โดยเชื่อกันว่าหากหันหน้าไปทางทิศที่โชคดีนั้นของปี และกินแบบต่อเนื่องไม่ขาดตอนจนหมดชิ้นโดยไม่พูดกับใคร คน ๆ นั้นจะได้รับความโชคดีตลอดปี

ในปี 2020 นี้ทิศแห่งความโชคดีคือทิศตะวันตกเฉียงใต้ค่อนไปทางตะวันตกค่ะ ใครได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงต้นกุมภาพันธ์นี้ก็อย่าพลาดเทศกาลนี้เชียวนะคะ        UFABET เว็บตรง

“คันโต” และ “คันไซ” คนญี่ปุ่นเหมือนกัน ที่ไม่เหมือนกัน

“คันโต” และ “คันไซ” คนญี่ปุ่นเหมือนกัน ที่ไม่เหมือนกัน

เป็นคนญี่ปุ่นแท้ๆ มีด้วยเหรอที่ไม่เหมือนกัน? อัตลักษณ์ของคนญี่ปุ่นหากมองผิวเผินก็ดูเหมือนๆ กันหมด แต่ถ้าสังเกตกันจริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นในแต่ละภูมิภาคก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าในเรื่องวัฒนธรรม แนวความคิด อาหารการกิน หรือแม้กระทั่งเรื่องการใช้ภาษาเองก็ตาม เรามาดูกันดีกว่าว่า คนญี่ปุ่นที่อยู่ในภูมิภาคใหญ่ๆ อย่าง “คันโต” และ “คันไซ” มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

คันโตและคันไซ

คันโต (関東) คือภูมิภาคที่อยู่ทางภาคกลางของญี่ปุ่น เป็นภูมิภาคที่สำคัญแห่งหนึ่งและเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงกรุงโตเกียว ประกอบไปด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงโตเกียว จิบะ กุนมะ ไซตามะ คานากาวะ โทจิงิ อิบารากิ และยามานาชิ เป็นจุดมุ่งหมายของใครหลายๆ คน ที่เป็นศูนย์กลางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

คันไซ(関西) คือภูมิภาคที่อยู่ทางตะวันตกของญี่ปุ่น มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ โดยมีจังหวัดโอซาก้าเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางในภูมิภาค ภูมิภาคนี้ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ โอซาก้า วากายามะ มิเอะ ชิงะ นารา เกียวโต และเฮียวโกะ

ความแตกต่างระหว่างคนคันโตและคนคันไซ

การใช้บันไดเลื่อน

ที่ญี่ปุ่นปกติแล้วคนจะนิยมยืนชิดข้างใดข้างนึงเพื่อเปิดพื้นที่ว่างสำหรับผู้ที่เร่งรีบ โดยฝั่งคันโตจะชิดด้านซ้าย ส่วนฝั่งคันไซจะชิดด้านขวา

คนคันโตจะยืนชิดด้านซ้าย

การทักทายคนที่ไม่รู้จัก

โดยทั่วไปคนคันไซจะมีอัธยาศัยดี สามารถพูดคุยทักทายคนที่ไม่รู้จักและให้การช่วยเหลือได้ หากคุณถือหนังสือท่องเที่ยวอยู่ละก็ ไม่แน่ว่าอาจจะโดนทักว่า “มาจากที่ไหนหรอ” ก็เป็นได้ นับว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวถ้าเทียบกับคนคันโตที่ออกจะเกรงใจและไม่อยากรบกวนผู้อื่น จึงไม่ได้แสดงออกในลักษณะเดียวกัน

ร้านแมคโดนัลด์เรียกว่ายังไงนะ?

ถึงแม้จะเป็นร้านแมคโดนัลด์เหมือนกัน แต่สองพื้นที่นี้ก็ใช้คำเรียกที่แตกต่างกัน ทางคันไซจะเรียกว่า มาคุโดะ (マクド) ส่วนทางคันโตจะเรียกว่า มักคุ (マック)

แบบสำรวจในร้านค้าต่างๆ

นอกจากความคึกคักของเมืองแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ดูเป็นเอกลักษณ์ของคันไซคือจะมีการแจกแบบสอบถามในร้านรวงต่างๆ เต็มไปหมดจนสังเกตได้ซึ่งผิดกับทางคันโตมากๆ

สีของรถแท็กซี่

สีสันของรถแท็กซี่ในแต่ละพื้นที่ของญี่ปุ่นไม่ได้เหมือนกันนะ ฝั่งคันโตจะใช้สีเขียว สีเหลือง ซึ่งเป็นสีสดใสเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ส่วนทางแถบคันไซจะเห็นแท็กซี่สีดำเป็นหลักซึ่งมีภาพลักษณ์ของความหรูหรา หรือถ้ามีสีสันหน่อยก็จะมีสีเหลืองบ้างเป็นบางคันเท่านั้น

แท็กซี่สีสันสดใสใจกลางเมืองแถบคันโต

การขึ้นรถบัส

ฝั่งคันโตจะมีวิธีการขึ้นรถบัสจากประตูหน้า แล้วชำระเงินเมื่อขึ้นรถ และลงทางประตูหลัง ส่วนทางฝั่งคันไซจะขึ้นจากประตูหลัง ชำระเงินเมื่อถึงป้าย และลงทางประตูหน้า

กระดาษทิชชู่ที่ใช้ในห้องน้ำ

กระดาษทิชชู่ที่ใช้ในห้องน้ำฝั่งคันโตจะเป็นแบบดับเบิ้ล คือกระดาษทิชชู่เป็นแบบบางๆ สองชั้นประกบกัน ส่วนฝั่งคันไซจะเป็นแบบซิงเกิ้ล คือกระดาษทิชชู่แบบแผ่นเดียวชั้นเดียวเป็นส่วนใหญ่

ความแตกต่างของอาหารและขนม

เมนูเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกเหมือนกันเสมอไปนะ! อย่างซาลาเปา ทางฝั่งคันโตจะเรียกว่า นิคุมัง (肉まん) ส่วนทางคันไซจะเรียกว่า บุตะมัง (豚まん) นอกจากนี้อาหารประเภทเดียวกันก็อาจจะมีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน เช่น ซากุระโมจิ (桜餅) ที่มีวิธีการทำแตกต่าง โดยทางคันโตจะนำแป้งสาลีไปย่างแล้วนำมาห่อถั่วแดง ส่วนทางคันไซจะใช้ผงแป้งโดเมียวจินำมานึ่งแล้วห่อด้วยถั่วแดง

Sakura Mochi
ขนมซากุระโมจิ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราหยิบยกมาให้เห็นถึงความต่างของคันไซและคันโต ซึ่งมีความแตกต่างมาตั้งแต่สมัยเอโดะและสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และแนวความคิดที่เป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่ ยิ่งรู้มากขึ้นก็ยิ่งสนุกกับมุมมองที่แตกต่างออกไป หวังว่าทุกคนจะได้สัมผัสความต่างนี้เมื่อมาเยือนญี่ปุ่นกันนะ  สล็อตเว็บตรง

ทำไมเทศกาลฮินะมัตสึริต้องมีหอยตลับ ?

ทำไมเทศกาลฮินะมัตสึริต้องมีหอยตลับ ?

วันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ญี่ปุ่นก็ได้มีเทศกาลฮินะมัตสึริหรือเทศกาลเด็กผู้หญิง ซึ่งจะมีการประดับตุ๊กตาฮินะเพื่ออวยพรแก่เด็กผู้หญิงและทานอาหารเฉลิมฉลองกัน อาหารที่ทานกันในเทศกาลนี้ก็มีหลากหลาย อย่างเช่น ขนมฮินะอาราเร่ ข้าวจิราชิซูชิ ซุปใสใส่หอยตลับก็เป็นอีกเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นกัน แล้วทำไมหอยตลับถึงสำคัญต่อเทศกาลนี้ ? มาดูคำอธิบายที่น่าสนใจจาก Kitano Tomoko จากสถาบันวิจัยวัฒนธรรมอาหารกันค่ะ

หอยตลับถือเป็นลางดี

การที่หอยตลับกลายมาเป็นอาหารประจำเทศกาลฮินะมัตสึรินั้นว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากการละเล่น “Kai-awase” (貝合わせ) ที่เริ่มขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงในสมัยเฮอัน โดยจะวาดภาพธรรมชาติหรือภาพคนลงในเปลือกหอยด้านใน แล้วพลิกคว่ำไว้ จากนั้นจึงเล่นโดยการจับคู่เปลือกหอยที่เป็นภาพเดียวกัน คล้ายกับเกมจับคู่ในปัจจุบัน การละเล่นนี้ปรากฏในนิยายเรื่อง Genji Monogatari อีกด้วย

เปลือกหอย 2 ชิ้น หากเป็นคู่ของมัน ก็จะสามารถเข้ากันได้พอดี แต่หากไม่ใช่ก็ไม่สามารถประกบคู่กันได้ ด้วยแนวคิดนี้ หอยตลับจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีในชีวิตคู่และความซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง ทำให้มักมีอาหารชนิดนี้ในเทศกาลฮินะมัตสึริและงานแต่งงาน และด้วยแนวคิดนี้ยังกล่าวกันว่าในช่วงปีเคียวโฮ (ค.ศ. 1716 – 1736) ในสมัยเอโดะ โชกุนคนที่แปด โทคุงาวะ โยชิมุเนะ จึงได้ริเริ่มให้มีซุปที่ใส่หอยตลับในอาหารสำหรับงานแต่งงาน

ในอีกด้านหนึ่ง มีธรรมเนียมที่เรียกว่า “Iso-asobi” (磯遊び) เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยในวันเทศกาลฮินะมัตสึริ เหล่าครอบครัวและเพื่อน ๆ ก็จะออกไปเที่ยวเล่นกันที่ชายฝั่งหรือชายหาดใกล้ ๆ และกินดื่มกันเพื่อเฉลิมฉลอง หลังจากนั้นก็จะนำหอยที่เก็บมาได้ไปเซ่นไหว้แก่เทพเจ้า และนำมาทานด้วยกัน จนกลายมาเป็นซุปใสใส่หอยตลับอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ปรากฏในบันทึกเกี่ยวกับอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น!

ประวัติการกินหอยตลับของคนญี่ปุ่นมีมาอย่างยาวนานซึ่งย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโจมงเลยทีเดียว หอยตลับ ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Hamaguri” (蛤) มีทฤษฎีต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับที่มาของชื่อ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ มาจากคำว่า Hamaguri (浜栗) ซึ่งหมายถึง หินของชายหาด

คนญี่ปุ่นชื่นชอบการทานหอยตลับมาตั้งแต่สมัยโจมง ดังได้ปรากฏหลักฐานใน “Nihon Shoki” หรือพงศาวดารญี่ปุ่น (ซึ่งแล้วเสร็จในปี 720) ในพงศาวดารนี้ได้กล่าวว่า Iwamutsukarinomikoto (磐鹿六鴈命) ได้ถวาย “Umugi” (白蛤 ชื่อเก่าของหอยตลับ) ดองน้ำส้มสายชูแก่องค์จักรพรรดิ พระองค์ชื่นชอบเป็นอย่างมาก และให้เขาเป็นคนทำอาหารขององค์จักรพรรดิ นอกจากนี้ นี่ยังเป็นบันทึกเกี่ยวกับอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย!

นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ เมนูหอยตลับย่างของเมืองคุวะนะในจังหวัดมิเอะก็กลายเป็นอาหารขึ้นชื่อ จนเกิดสำนวนญี่ปุ่นที่ฮอตฮิตขึ้นมาในสมัยนั้นคือ “Sono Te ha Kuwana no Yakihamaguri” (その手はくわなの焼蛤) หมายถึง แม้จะใช้คำพูดที่สวยหรูดูดียังไงก็ไม่มีทางเชื่อหรือหลงกล

 

 

หอยตลับไม่ใช่แค่อร่อยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายตามที่เขียนไว้ใน “Honzoukoumoku” (本草綱目) งานเขียนด้านเภสัชหรือการรักษาโรคที่ตีพิมพ์ในศตวรรษที่ 16 ว่ามีประโยชน์ต่อทั้งปอด, กระเพาะ และไต แถมยังเหมาะสำหรับคนที่ดื่มบ่อยอีกด้วย

ฤดูของหอยตลับจะอยู่จนถึงประมาณเดือนเมษายน หากมีโอกาสไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อย่าลืมไปลองลิ้มชิมรสชาติ ทานอาหารตามฤดูกาลแบบคนสมัยโบราณก็น่าสนใจนะคะ ^^        สล็อตเว็บตรง