แนะนำกิจกรรมและวันสำคัญประจำเดือนกันยายนของญี่ปุ่นที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

เดือนกันยายนของญี่ปุ่นเป็นเดือนส่งท้ายก่อนเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เป็นเดือนที่ยังคงมีอากาศร้อนและมีฝนตกอยู่บ้าง แต่อุณหภูมิจะเริ่มเย็นลงและเปลี่ยนเข้าสู้ฤดูใบไม้ร่วงในที่สุด เนื่องจากกันยายนเป็นเดือนแห่งการผลัดเปลี่ยนฤดูจึงเกิดสงสัยขึ้นมาว่าปกติคนญี่ปุ่นเขามักทำอะไรในเดือนนี้กันบ้าง ก็เลยถือโอกาสนำอีเวนต์น่าสนใจประจำเดือนนี้มาแนะนำให้ทุกคนได้อ่านกัน ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ วันสำคัญ และธรรมเนียมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนรวบรวมเอาไว้ให้ที่นี่แล้วค่ะ

1. วันซ้อมป้องกันภัยพิบัติ

สำหรับวันป้องกันภัยพิบัตินั้น จัดขึ้นวันที่ 1 กันยายน ซึ่งตรงกับวันที่เกิดภัยพิบัติใหญ่ในสมัยปีโชวะที่ 12 (ปี 1923) และเนื่องจากทุกๆ ปีญี่ปุ่นมักเจอกับมรสุมอยู่บ่อยครั้ง วันนี้จึงมีความสำคัญในการช่วยให้ตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อค่ะ

สำหรับวันซ้อมป้องกันภัยพิบัตินี้ ทั่วประเทศญี่ปุ่นจะมีการจัดอีเวนต์ต่างๆ รวมกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม เช่น การฝึกซ้อมอพยพประชากรจำนวน 880 คนที่จ.โอซาก้า, การจัดอีเวนต์ป้องกันภัยที่ชินจูกุ ชื่อ “Shinjuku Bosai Festa” (ครั้งล่าสุดถูกจัดขึ้นเมื่อปี 2019 ส่วนปี 2020 ถูกยกเลิกเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ค่ะ) นอกจากนี้ยังมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันที่จ.ไซตามะ, ฮอกไกโด, ชิซึโอกะ และโทยามะ เป็นต้นด้วย

นอกจากการจัดอีเวนต์แล้ว กิจกรรมที่มักปฏิบัติกันภายในครอบครัวสำหรับวันนี้ก็คือ การพูดคุยถึงข้อควรปฏิบัติตัวยามเกิดภัยพิบัติร่วมกัน เช่น กำหนดจุดรวมพล การบันทึกช่องทางติดต่อที่สำคัญรวมถึงเบอร์ติดต่อของสมาชิกภายในครอบครัวเพื่อให้สามารถติดต่อกันได้โดยง่าย การตรวจสอบและสับเปลี่ยนของใช้ภายในบ้านที่อาจเสี่ยงต่อภัยพิบัติต่างๆ ได้ การตรวจสอบของใช้ที่จำเป็น ยา อาหารในถุงพกพายังชีพ ไฟฉาย และวิยุยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อยู่หรือไม่ เป็นต้น

2. วันเคารพผู้สูงอายุ

วันเคารพผู้สูงอายุเป็นวันหยุดราชการอีกวันหนึ่งของญี่ปุ่น เพื่อแสดงความเคารพรักและยังเป็นการแสดงความรู้สึกขอบคุณและยินดีให้กับเหล่าผู้สูงอายุที่ผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตมายาวนานหลายปี ส่วนธรรมเนียมปกติในครอบครัวก็จะมีการกล่าวคำแสดงความขอบคุณที่ปกติแล้วอาจไม่ค่อยได้บอกให้ฟัง หรือการทานข้าวร่วมกันซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เหล่าคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายดีใจที่ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวค่ะ

วันรำลึกผู้สูงอายุเคยถูกกำหนดไว้เป็นวันที่ 15 กันยายน แต่เนื่องจากมีการนำระบบ Happy Monday System (การย้ายวันหยุดราชการส่วนหนึ่งให้ตรงกับวันจันทร์เพื่อให้เหล่าคนทำงานได้มีวันหยุดติดกัน 3 วัน) เข้ามาใช้ จึงเปลี่ยนไปเป็นวันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกันยายน ตั้งแต่ปีเฮเซที่ 15 (ปี 2003)

ที่มาของวันนี้กล่าวกันว่าเริ่มมาจากที่จังหวัดเฮียวโกะเมื่อประมาณ 70 กว่าปีก่อน โดยผู้ใหญ่บ้านเมืองทากะได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ และอยากยืมความรู้ความสามารถของเหล่าคนสูงอายุผู้มากประสบการณ์ไว้ในสังคมเดียวกันและได้สร้างหมู่บ้านขึ้นวันที่ 15 กันยายน ในสมัยปีโชวะที่ 22 (ปี 1947) ซึ่งวันนั้นได้กลายเป็นวันผู้สูงอายุ (年寄りの日 (Toshiyori no  Hi)) นอกจากนี้ยังจัดตั้ง “สมาคมเคารพผู้สูงอายุ” ขึ้นอีกด้วยค่ะ

3. วัน Juugoya

十五夜 (Juugoya) หรือวันพระจันทร์เต็มดวงที่เหล่ามนุษย์หมาป่ากลายร่างออกตามล่า…. ไม่ใช่สิ (^ ^”) สำหรับญี่ปุ่นแล้วในวันนี้จะหมายถึงวันชมพระจันทร์ หรือ お月見 (Otsukimi) มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “中秋の名月(Chuushuu no meiketsu)” ด้วย ทั้งหมดนี้มีความหมายถึงวันพระจันทร์เต็มดวงของฤดูใบไม้ร่วง ในวันนี้จะมีธรรมเนียมโดยการประดับตกแต่งด้วยหญ้าสุสุกิ การทำขนมดังโงะ และออกมานั่งชมพระจันทร์

การชมจันทร์และดังโงะเป็นสิ่งที่มักเห็นได้บ่อยครั้งจากอนิเมะ ซึ่งก็หมายถึงวัน Juugoya นี้นี่เองล่ะค่ะ โดยมีความหมายถึงพระจันทร์เต็มดวงในคืนเดือนเพ็ญ ในภาษาอังกฤษ คือ “A full moon night” ตามปฏิทินจันทรคติแบบเดิมวันไหว้พระจันทร์เป็นวันที่ 15 สิงหาคมซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกรกฎาคม – กันยายน)

ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม – เดือนธันวาคมจะมีคืนเดือนเพ็ญทั้งหมดเลย แต่เหตุผลที่จัดวันไหว้พระจันทร์ขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็เพราะเป็นช่วงที่พระจันทร์สวยที่สุดและมองเห็นได้ชัดที่สุด จึงเหมาะกับการชมพระจันทร์ในช่วงนี้มากที่สุดนั่นเอง และถึงจะบอกว่าคืนเดือนเพ็ญมีทุกเดือน แต่ถ้าพูดถึง Juugoya แล้วโดยทั่วไปจะหมายถึงพระจันทร์ที่สุกสกาวในฤดูใบไม้ร่วงในวันไหว้พระจันทร์ค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียมในวันนี้ ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้นก็คือหญ้าญี่ปุ่นสุสุกิ ที่ต้องใช้หญ้าชนิดนี้เพราะมีความเชื่อในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆ หลังจากไหว้พระจันทร์เสร็จแล้วเชื่อว่าจะรอดพ้นจากภัยอันตรายและอาการเจ็บปวดตลอด 1 ปีเลยล่ะค่ะ

ส่วนการทานดังโงะชมพระจันทร์ หรือ 月見団子 (tsukimi dango) นั้นเพราะดังโงะมีรูปร่างทรงกลมคล้ายกับพระจันทร์ ซึ่งรูปร่างกลมนี้เชื่อว่าดีต่อการเสริมดวงชะตา และดังโงะยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย จึงมีความคิดว่าหากทานดังโงะแล้วจะสุขภาพดีทั้งกายและใจ ส่วนวันพระจันทร์เต็มดวงหรือ Juugoya ของปีนี้จะตรงกับวันที่ 21 กันยายนนี้ค่ะ

4. Shuubun no Hi

秋分の日(Shuubun no Hi) เป็นวันหยุดราชการที่วันที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละปีเนื่องจากการคำนวณตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ดังนั้นทุกๆ ปีวันที่จึงจะไม่ตรงกันเสมอไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักตรงกับวันที่ 23 กันยายน ดังนั้นจึงมีคนญี่ปุ่นไม่น้อยเลยที่เข้าใจกันว่าวัน Shuubun no Hi คือวันที่ 23 ค่ะ และของปีนี้ก็ตรงกับวันที่ 23 กันยายนด้วย (ปี 2012, 2016, 2020 ตรงกับวันที่ 22)

อาหารประจำวัน Shuubun no Hi คือ โอฮางิ (おはぎ)  ซึ่งก็คือโมจิคลุกถั่วแดงกวน มีการกล่าวกันว่าสีแดงของถั่วแดงนั้นช่วยปกป้องเราจากภัยอันตรายต่างๆ ได้ จึงมีความเชื่อในการกำจัดสิ่งชั่วร้าย และถูกใช้ในการนำมาไว้อาลัยให้แก่บรรพบุรุษมาตั้งแต่สมัยเอโดะแล้วล่ะค่ะ (วัน 春分の日 (Shunbun no Hi) ในฤดูใบไม้ผลิก็จะทานเหมือนกันแต่เรียกว่า โบตะโมจิ (ぼたもち) โดยทั้ง 2 แบบจะเหมือนกันทุกอย่างเลย ต่างกันเพียงชื่อเรียกตามชื่อดอกไม้ประจำฤดูเท่านั้นค่ะ)

กิจกรรมในวันนี้ คนญี่ปุ่นมักจะไปไหว้สุสานของบรรพบุรุษ บอกเล่าเรื่องราวที่พบเจอในชีวิตช่วงหลังให้ฟัง ระลึกและซาบซึ่งถึงบุญคุณของเหล่าบรรพบุรุษ และทานโอฮางิร่วมกันค่ะ

5. Aki no Ohaka

วันหยุดราชการของญี่ปุ่นจะมีวันที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล คือ 春分の日(Shunbun no Hi) ในช่วงฤดูใบไม้ผลิกับ 秋分の日 (Shuubun no Hi) ช่วงฤดูใบไม้ร่วงตามที่กล่าวไปแล้วในข้อ 4 ซึ่งระหว่างนั้นก็จะมีวัน 彼岸の日(Higan no Hi) อยู่ด้วยค่ะ

彼岸の日 (Higan no hi) จะเป็นวันก่อนและหลัง Shunbun และ Shuubun no Hi โดยห่างกันอย่างละ 3 วัน รวมทั้งหมด 7 วัน วันแรกเรียกว่า 彼岸の入り(Higan no Iri) นับจากนั้นอีก 3 วันถึงจะเป็นวัน Shunbun หรือ Shuubun จากนั้นอีก 3 วันเป็นวันสุดท้ายซึ่งเรียกว่า 彼岸の明け(Higan no Ake)

ดังนั้นวัน Higan no Hi ใน 1 ปี จะมี 2 ครั้ง คือในฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคม) และฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน)ค่ะ

 

นอกเหนือจากการกล่าวถึงฤดูแล้ว Higan ยังมีความหมายอื่นด้วยคือ “อีกฝั่งแม่น้ำ” หรืออีกความหมายหนึ่งคือ “โลกนั้นสำหรับโลกนี้”ในทางพุทธศาสนา “โลกนี้” หมายถึงโลกแห่งกิเลส ส่วน “โลกนั้น” เป็นทางสู่นิพพาน ซึ่งทั้งสองโลกถูกแยกออกจากกันโดยมีแม่น้ำคั่นกลางไว้ กล่าวคือเป็นการแบ่งโลกแห่งชีวิตและโลกแห่งความตายค่ะ

ความจริงแล้ว Higan มีหลายความหมายเลยล่ะค่ะ แม้แต่ดอกฮิกันบานะ (彼岸花) ก็ยังถูกเขียนด้วยคันจิตัวเดียวกันนี้ด้วย

โดยปกติแล้วในวันนี้จะมีธรรมเนียมคือการไปไหว้สุสานบรรพบุรุษและการทานโอฮางิ (โมจิคลุกถั่วแดงกวน)
ส่วนวัน Higan no Hi ในเดือนกันยายนของปีนี้จะตรงกับวันที่ 20 – 26 กันยายนค่ะ

6. Silver Week วันหยุดสุดหายาก (!?)

ใครว่าญี่ปุ่นมีแต่ Golden Week นอกจากวันหยุดยาวช่วง Golden Week แล้ว ญี่ปุ่นก็ยังมี Silver Week อยู่ด้วยนะคะ ซึ่ง Silver Week เป็นวันหยุดยาวที่มีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง พออ่านแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ใช่ไหมคะ บางคนอาจสงสัยด้วยว่าไม่เห็นเคยได้ยินเลยนะ  แน่นอนค่ะว่าไม่แปลกเลยที่แทบไม่เคยได้ยิน เพราะว่า Silver Week ไม่ได้มีทุกปีหรอกนะคะ (!?)

ความจริงแล้ว Silver Week มีขึ้นเนื่องจากการวางระบบ Happy Monday System เพื่อให้ได้วันหยุดยาวติดต่อกัน ทำให้มีการย้ายวันผู้สูงอายุมาเป็นวันจันทร์ที่ 3 ของเดือน และวันเสาร์กับวันอาทิตย์จะตรงกับวัน Shuubun no Hi พอดิบพอดี ปีใดที่มีวันหยุดยาวติดกัน 5 วันขึ้นไปจะถูกเรียกว่า “Silver Week” ค่ะ กล่าวคือเป็นวันหยุดราชการชนิด Rare Item ที่จะเปลี่ยนไปตามวันของแต่ละปี ในอดีตที่ผ่านมามี Silver Week อยู่เพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือปี 2009 และปี 2015 ส่วนครั้งที่ 3 นี้จะมีอีกเมื่อไหร่ก็ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ เพราะเมื่อลองคำนวนดูล่วงหน้าไปจนถึงปี 2026 แล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่า Silver Week จะแวะเวียนมาหาเลย (TwT)

 

เดือนกันยายนนี้อาจจะยังสัมผัสกลิ่นอายของฤดูใบไม้ร่วงได้ไม่เต็มที่นัก แต่ก็จะเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนผลัดเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงทีละน้อย แม้จะสัมผัสได้น้อยนิด แต่อีเวนต์ต่างๆ ประจำเดือน เช่น Juugoya และ Higan no Hi ก็ทำให้สัมผัสถึงฤดูใบไม้ร่วงได้ จึงทำให้คนญี่ปุ่นเริ่มรู้สึกตื่นเต้นจนจะอดใจรอชมใบไม้เปลี่ยนสีแทบไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ทำไมอักษรจีนในภาษาญี่ปุ่นถึงใช้จีนตัวเต็ม (繁体字) ผสมกับจีนตัวย่อ (简体字) ?

ทำไมอักษรจีนในภาษาญี่ปุ่นถึงใช้จีนตัวเต็ม (繁体字) ผสมกับจีนตัวย่อ (简体字) ?

ใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นคงทราบกันดีว่าภาษาญี่ปุ่นมีอักษร 3 แบบคือ ฮิระงะนะ (ひらがな), คะตะกะนะ (カタカナ) และ คันจิ (漢字) ซึ่งแม้จะยากเพียงใดก็คงไม่ใช่ปัญหามากนักสำหรับในระดับต้น ๆ แต่พอเรียนไปจนขึ้นถึงระดับสูงและเริ่มเจออักษรคันจิหลากหลายมากขึ้น หรือ ใครที่รู้ภาษาจีนกลางก่อนมาเรียนภาษาญี่ปุ่น หรือ ใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นก่อนแล้วค่อยไปเรียนภาษาจีนกลาง อาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ ภาษาจีนมันก็มีเป็นอักษรจีนตัวเต็ม (繁体字) กับ จีนตัวย่อ (简体字) แต่ทำไมในภาษาญี่ปุ่นถึงได้ใช้บางตัวเป็นตัวเต็ม และบางตัวเป็นตัวย่อกันนะ เหมือนกับมั่ว ๆ ยังไงก็ไม่รู้ วันนี้เลยจะมาคุยเรื่องอักษรตัวเต็มกับตัวย่อกัน

อารยธรรมที่ใช้อักษรจีนมีที่ใดบ้าง?

ก่อนอื่นมาดูกันว่ามีบริเวณใดบ้าง (ผู้เขียนขอหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า “ประเทศ” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น) ที่ใช้อักษรจีนในภาษาของตัวเอง มีจีนแผ่นดินใหญ่, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, และเวียดนาม โดยจะแบ่งแนวทางการใช้อักษรจีนของประเทศเหล่านี้ได้ 5 แนวทาง คือ

1. พื้นที่ที่ยังคงใช้อักษรจีนตัวเต็มแบบค่อนข้างดั้งเดิมเป็นกระแสหลัก ได้แก่ ไต้หวัน, ฮ่องกง, และมาเก๊า
2. พื้นที่ที่ใช้อักษรจีนตัวย่อกันมาก แต่ก็มีการใช้อักษรจีนตัวเต็มผสมอยู่ด้วย ได้แก่ สิงคโปร์ และมาเลเซีย
3. พื้นที่ที่ใช้แต่อักษรจีนตัวย่อเป็นกระแสหลัก คือ จีนแผ่นดินใหญ่
4. พื้นที่ที่ใช้อักษรจีนแบบผสมกับระบบอักษรของตัวเอง ได้แก่ ญี่ปุ่น และ เกาหลี
5. พื้นที่เคยใช้อักษรจีน แต่ในปัจจุบันยกเลิกการใช้อักษรจีนไปแล้วโดยสิ้นเชิง คือ เวียดนาม

สาเหตุที่อักษรจีนในภาษาญี่ปุ่นใช้ผสมกันระหว่างตัวเต็มและตัวย่อ

ก่อนอื่นเราจะสรุปง่าย ๆ ได้ว่าอักษรจีนนั้นแบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่ คือ ตัวเต็ม และ ตัวย่อ เราจะตัดตัวเลือกของสิงคโปร์และมาเลเซียทิ้งไปเพราะว่าได้รับอิทธิพลผสมระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และจีนอื่น ๆ นอกแผ่นดินใหญ่ ส่วนทางเกาหลีเราจะไม่พูดถึงเพราะว่าภาษาเกาหลีปัจจุบันนั้นประสบความสำเร็จในการไม่ต้องใช้อักษรจีน ไม่ได้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันแต่อย่างใด จึงมีการใช้อักษรจีนน้อยมากในภาษาเกาหลีปัจจุบัน ส่วนภาษาเวียดนามปัจจุบันยกเลิกการใช้อักษรจีนไปแล้วโดยสิ้นเชิง จึงไม่ขอพูดถึง เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาหลักในวันนี้คืออักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง

ต้องคิดถึงจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีความวุ่นวายมากมาย ตั้งแต่ปลายราชวงศ์ชิง และมีการต่อสู้กันเองระหว่างกลุ่มอำนาจหลายกลุ่ม เกิดสงครามกลางเมือง ฯลฯ โน่นนี่นั่นมากมาย (ประวัติศาสตร์จีนช่วงนั้นซับซ้อนมาก ไปหาอ่านกันได้) ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่นนั้นประสบความสำเร็จในการวางมาตรฐานอักษรจีนได้ก่อน คือในปี ค. ศ. 1946 ได้มีการริเริ่มที่จะรวบรวมอักษร “โทโยคันจิ (当用漢字)” เอาไว้ทั้งหมด 1,850 ตัว และในปี ค. ศ. 1949 ก็มีการเผยแพร่ “ตารางรูปแบบอักษรโทโยคันจิ (当用漢字字体表)” สู่สาธารณชน ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่เองนั้นกว่าที่พรรคคอมมิวนิสต์จะชนะสงครามกลางเมืองและสามารถสถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน (中華人民共和国)” ได้สำเร็จในเดือนตุลาคม ค. ศ. 1949 และกว่าที่รัฐบาลจีนจะประกาศนโยบายอักษรจีนตัวย่อก็ปาเข้าไปปี ค. ศ. 1956 แล้ว ทำให้กลายเป็นว่า ญี่ปุ่นวางระบบอักษรจีนตัวย่อไปก่อนรัฐบาลจีนที่แผ่นดินใหญ่ถึงเกือบ 10 ปีเลยทีเดียว ทำให้การจัดระบบอักษรจีนเลยแยกออกเป็น 2 สายใหญ่คือ แบบโทโยคันจิแล้วก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกลายเป็น “โจโยคันจิ (常用漢字)” ในปัจจุบันของญี่ปุ่น และแบบจีนตัวย่อของจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นอีกสายหนึ่ง

กล่าวโดยสรุป

ภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันมีการใช้อักษรตัวเต็มผสมกับตัวย่อ แต่ตัวย่อของญี่ปุ่นจะเรียกว่า 略字 แล้วก็การใช้อักษรตัวย่อของญี่ปุ่นนั้นจะยังคงพยายามเคารพรากเส้น (部首) แบบเดิมไว้ให้มากที่สุด คือถ้าย่อแล้วเสียความหมายของรากเส้น ญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มจะตัดสินใจใช้ตัวเต็ม เช่นอักษร 語 ญี่ปุ่นก็จะไม่ย่อ เพราะถ้าย่อเป็น 语 จะทำให้เสียความหมายของรากเส้น 言 ไป จะยกเว้นให้ในกรณีเป็นชื่อคน ชื่อสถานที่ หรือชื่อเฉพาะเท่านั้น ที่จะยอมให้ใช้อักษรตัวเต็ม หรืออักษรเวอร์วัง ในขณะที่ภาษาจีนกลางนั้นย่อจนทำให้ความหมายเดิมของรากเส้นเปลี่ยนไปก็ไม่เป็นไร เพราะเจตนารมณ์ของรัฐบาลจีนคือเน้นย่อให้อักษรง่ายที่สุดและเผยแพร่ได้เร็วไปสู่คนทุกชนชั้นได้มาก ๆ ในขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นจะย่ออักษรแบบให้กระทบความหมายเดิมของรากเส้นให้น้อยที่สุด ก็เลยออกมาเป็นอักษรคันจิแบบญี่ปุ่นคือตัวย่อผสมตัวเต็ม และอักษรจีนแบบแผ่นดินใหญ่ที่ใช้ตัวย่อเป็นกระแสหลัก แบบในปัจจุบันนั่นเอง

เกี่ยวกับผู้เขียน

writer weerayut

วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants South East Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง

 

ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Anngle แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine / เขียนคอลัมน์ให้ Marumura และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม

ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่      สล็อตเว็บตรง

ยูคาริ ผงโรยข้าวรสอร่อยกับเมนูอาหารมากมาย

ยูคาริ ผงโรยข้าวรสอร่อยกับเมนูอาหารมากมาย

ผงโรยข้าวได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ติดครัวของแม่บ้านยุคใหม่ หนึ่งในผงโรยข้าวที่เป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นทุกเพศวัยคือผงโรยข้าวยูคาริ (Yukari, ゆかり) มารู้จักยูคาริและวิธีการนำมาใช้รับประทานกับเมนูหลากหลายชนิดกันนะคะ

ยูคาริ คืออะไร

ใบชิโสะแดง
ใบชิโสะแดง

ยูคาริเป็นผงโรยข้าวหรือฟุริคาเคะ (Furikake) ที่เตรียมได้จากสองวิธีคือ วิธีแรกเป็นการนำใบชิโสะแดง (พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น) มาทำให้มีความชุ่มชื้นในระดับที่พอเหมาะและนำไปอบแห้ง แล้วจึงนำมาผสมในส่วนผสมของ เกลือ น้ำตาล โอลิโกแซคคาไรด์ กรดมาลิก และกรดอะมิโน (วิธีการนี้เพื่อการผลิตเป็นการค้า) และวิธีที่สองได้จากการนำเอาใบชิโสะแดงที่ใช้ดองเพื่อให้เกิดสีสวยในบ๊วยดองมาตากแห้งและบดจนละเอียด (วิธีการนี้เพื่อทำรับประทานกันเองในครัวเรือน) ยูคารินั้นมีรสเค็มปนเปรี้ยวและมีกลิ่นรสหอมเฉพาะของใบชิโสะแดง ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นผงโรยเพื่อให้รสชาติที่อร่อยของอาหารมากมาย

เมนูอาหารหลากหลายที่อร่อยด้วยยูคาริ

ข้าวปั้นใส่ผงยูคาริ เป็นเมนูนิยมที่ทำง่ายๆโดยการนำผงยูคาริมาผสมกับข้าวสวยร้อนๆ และปั้นเป็นก้อนเพื่อเป็นมื้ออาหารว่างหรือมื้ออาหารที่เร่งรีบให้แก่สมาชิกในครอบครัว

ข้าวปั้น

รสชาติเค็มเปรี้ยวจากผงยูคาริยังทำให้เกิดเมนูผักดองที่ได้จากการนำผงยูคาริมาคลุกเคล้ากับผักสดหรือผักต้มจนได้เครื่องเคียงที่ถูกใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว หรือจะใช้โรยหน้าสลัด พาสต้า และอุด้ง ก็ได้เช่นกัน

 

 

นอกจากนี้ยังมีการนำผงยูคาริมาผสมด้วยส่วนผสมหลายอย่าง เช่น บ๊วยดองอบแห้ง ปลาตัวเล็ก ๆ และงา เป็นต้น เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสและกลิ่นรสที่อร่อยของผงโรย ในญี่ปุ่นสามารถหาซื้อยูคาริได้ทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านร้อยเยนหลายที่ และเดี๋ยวนี้ก็มีขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นในไทยแล้วด้วยค่ะ          สล็อตเว็บตรง

ให้เสียงของความอร่อยเยียวยา ด้วย ASMR อาหาร Studio Ghibli

ให้เสียงของความอร่อยเยียวยา ด้วย ASMR อาหาร Studio Ghibli

นอกจากเนื้อเรื่องชวนประทับใจและลายเส้นอนิเมชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ อีกเสน่ห์หนึ่งที่ทำให้แฟนๆ ติดตามและยังกลับมาดูภาพยนตร์ Studio Ghibli ซ้ำคงเป็นฉากอาหาร ซึ่งแม้จะเป็นวันแย่ๆ วันหนึ่ง แต่ฉากอาหารเหล่านี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกราวกับได้นั่งพักกินอาหารดีๆ สักมื้อไปกับตัวละครได้ และสำหรับใครที่รักอาหารของ Studio Ghibli แล้ว เรามาสัมผัสอาหารที่เราชอบอีกครั้งในแบบ ASMR กันค่ะ

ASMR (Autonomous Sensory Meridian Response) เป็นการตอบสนองต่อประสาทความรู้สึกอัตโนมัติ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในประสาทสัมผัสการมองเห็น การได้ยิน หรือการสัมผัส ซึ่งการกระตุ้นประสาทสัมผัสแบบ ASMR สามารถสร้างความรู้สึกผ่อนคลายได้

อาหารเช้า Howl’s Moving Castle

เริ่มต้นกันที่มื้อแรกของวัน อาหารเช้าเรียบง่ายที่มีไข่ดาวและเบคอนชิ้นโตๆ จาก Howl’s Moving Castle เป็นอาหารมื้อที่สองที่เราเห็นในเรื่องและเป็นฉากที่ตราตรึงในใจใครหลายคน โดยเฉพาะภาพและเสียงเบคอนร้อนฉ่าบนกระทะกองไฟที่ส่งเสียงเปรี๊ยะๆ สำหรับโซฟี นางเอกของเรื่องที่ถูกสาปให้เป็นยายเฒ่าและต้องหนีออกจากบ้าน มาอยู่ท่ามกลางดินแดนรกร้างหนาวเหน็บ ก่อนจะหลบหนาวเข้ามาในปราสาทของฮาวล์ การเริ่มต้นมื้อเช้าดีๆ แบบนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ ที่กำลังจะตามมาหลังชีวิตที่ถูกสาปก็ว่าได้

ครีมซุปและขนมปังชีสจาก The Secret World of Arietty

ในขณะที่ครอบครัวของอาริเอตตี้กำลังพูดคุยกันเรื่องมนุษย์และการย้ายบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศหม่นหมอง ก็ยังมีครีมซุปและขนมปังที่ช่วยหล่อเลี้ยงครอบครัวของอาริเอตตี้ให้ไปต่อได้ แม้จะเป็นมื้ออาหารที่โผล่มาเพียงครู่เดียว แต่เมื่อลองได้เห็นคนทำครีมซุปและขนมปังที่ว่านี้จริงๆ แล้ว เมนูนี้ก็ดูเป็นเมนูอบอุ่นเหมาะกับครอบครัวทีเดียว

พายฟักทองและปลาเฮอร์ริ่งจาก Kiki’s Delivery Service

พายฟักทองและปลาเฮอร์ริ่งเป็นเมนูที่คุณยายลูกค้าคนหนึ่งของแม่มดน้อยกิกิตั้งใจจะทำส่งไปให้หลานสาวสำหรับวันเกิด แต่เพราะคุณยายใช้เตาอบไฟฟ้าไม่เป็นจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจไป จนกระทั่งกิกิอาสาช่วยทำพายโดยการใช้เตาอบดินแทน จนได้พายถาดใหญ่ไปส่งได้ในที่สุด

ราเมงจาก Ponyo on a Cliff by the Sea

หลังจากหนีพายุและสึนามิปริศนาจนกลับมาถึงบ้าน แม้แต่เมนูง่ายๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มากับซุปร้อนๆ แฮม หอมซอย และไข่ต้มก็ยังดูน่ากินได้อย่างไม่น่าเชื่อสำหรับโซสึเกะและโปเนียว หรือแม้แต่สำหรับคนดูอย่างเราที่ลุ้นตามตัวละครมาจนถึงตอนนี้ ท่ามกลางเนื้อเรื่องที่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น การได้พักกินอะไรร้อนๆ ในบ้านที่ปลอดภัยจากพายุข้างนอกเป็นฉากที่ทำให้ตัวละครและคนดูอย่างเราได้พักและมีความสุขไปกับสิ่งง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้

 

ข้าวต้มจาก Princess Mononoke

ในโลกที่มนุษย์และธรรมชาติกำลังทำสงครามกัน ผู้คนกำลังล้มป่วยและอดอยาก เจ้าชายอาชิทากะที่เดินทางอยู่ได้พบกับชายวัยกลางคนปริศนาชื่อจิคิโบ การพบกันในครั้งนี้เป็นที่มาของข้าวต้มที่เราเห็นในเรื่อง ซึ่งมีเพียงข้าว ผักเล็กน้อย และเนื้อตากแห้งเท่านั้น แต่สำหรับเวลาแบบนี้แล้ว แค่นี้ก็ถือเป็นอาหารดีๆ ที่ช่วยให้อิ่มท้องไปได้อีกมื้อทีเดียว

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าคงมีทั้งคนที่ได้ฮีลตัวเองด้วยเสียงอาหารหรือไม่ก็เริ่มหิวกันบ้างแล้ว อย่าลืมหาอะไรทานกันนะคะ และนอกจากเมนูเหล่านี้ มีเมนูไหนจากภาพยนตร์ของ Studio Ghibli ที่เพื่อนๆ ชอบกันบ้างเอ่ย? มาแบ่งปันกันได้นะคะ    สล็อตเว็บตรง

รู้ไว้ใช่ว่า “ครีมสตูว์” เป็นเมนูอาหารสูตรออริจินัลของประเทศญี่ปุ่น!

รู้ไว้ใช่ว่า “ครีมสตูว์” เป็นเมนูอาหารสูตรออริจินัลของประเทศญี่ปุ่น!

ประเทศญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมอาหารจากต่างประเทศมามากมายไม่ว่าจะเป็นแกงกะหรี่หรือสตูว์ โดยเฉพาะ “ครีมสตูว์” (Cream Stew) อีกหนึ่งเมนูคู่บ้านคู่เรือนที่ชาวญี่ปุ่นมักจะถกเถียงกันเรื่องวิธีการรับประทานจนมีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มที่ทานครีมสตูว์แบบราดข้าว กับกลุ่มที่ฉีกขนมปังจิ้มน้ำซุปครีมสตูว์ แต่อย่างไรก็ดี คุณรู้หรือไม่ว่า ครีมสตูว์ เป็นเมนูอาหารที่มีแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น!

ถ้าหากพูดถึงเมนู “สตูว์” คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเข้าใจตรงกันว่าหมายถึง “ครีมสตูว์” หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ “ไวท์สตูว์” (White Stew) โดยเมนูสตูว์ที่ใส่นมและแป้งสาลีนี้ ถูกตีพิมพ์ลงบนหนังสือแนะนำวิธีการทำอาหารสไตล์ตะวันตกในครัวเรือน “Jimi ni Tomeru Kateimuke Seiyou Ryouri” (滋味に富める家庭向西洋料理) เป็นครั้งแรกในปี 1924

หลังจากนั้น ในปี 1966 บริษัท House Foods Group ก็ได้วางจำหน่ายผงปรุงรส “Cream Stew Mix” จนกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในสมัยนั้น และทำให้เมนูครีมสตูว์เป็นที่แพร่หลายไปทั่วทุกครัวเรือน อีกทั้งยังเป็นเมนูที่อาหารมื้อกลางวันที่หลายโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นเลือกใช้อีกด้วย

ครีมสตูว์
ครีมสตูว์กับขนมปัง

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เมนูครีมสตูว์ทำให้ชาวญี่ปุ่นถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มความชอบ ระหว่างกลุ่มที่ทานครีมสตูว์แบบราดข้าว กับกลุ่มที่ฉีกขนมปังจิ้มน้ำซุปครีมสตูว์ แต่อย่างไรก็ตาม ผงปรุงรส “Cream Stew Mix” นั้น มีที่มาที่ไปมาจากการที่บริษัท House Foods Group ต้องการที่จะพัฒนาสูตรผงปรุงรสครีมสตูว์ให้เป็นเมนูที่เหมาะสำหรับทานคู่กับ “ข้าว” นั่นเอง

 

นอกจากนี้ “ครีมสตูว์” ยังเป็นคำศัพท์ “วะเซย์ เอโกะ” (Wasei-eigo) หรือ คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่คิดขึ้นในญี่ปุ่นอีกด้วย    สล็อตเว็บตรง

“มินิกีวี่” ผลไม้ป่าญี่ปุ่นรสอร่อยที่มีคุณค่าทางอาหารสูง

“มินิกีวี่” ผลไม้ป่าญี่ปุ่นรสอร่อยที่มีคุณค่าทางอาหารสูง

ในญี่ปุ่นมีผลไม้ป่าหลากหลายชนิด แต่ผลไม้ป่าที่อร่อยถูกใจคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมากคือ กีวี่จิ๋ว หรือ มินิกีวี่ มารู้จักมินิกีวี่และคุณค่าทางอาหารของผลไม้ชนิดนี้กันนะคะ

มินิกีวี่

มินิกีวี่ หรือ Hardy kiwi เป็นผลไม้ที่มีชื่อญี่ปุ่นหลายชื่อ ได้แก่ เบบี้กีวี่ (ベビーキウイ) กีวี่เบอร์รี่ (キウイベリー)  มินิกีวี่ (ミニキウイ) สะรุนะชิ (サルナシ) และมีชื่อวิทยาศสตร์ว่า Actinidia arguta ต้นกีวี่ชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยที่มีเถาแข็งแรง มีความสูงมากกว่า 3 เมตร ขึ้นอยู่ตามภูเขาทั่วญี่ปุ่น ออกดอกในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม และมีผลขนาดเล็กสีเขียวหรือเขียวปนแดง

ลักษณะผลคล้ายผลกีวี่แต่มีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร เนื้อในมีสีเขียวคล้ายกีวี่ รสชาติหวานฉ่ำมากกว่ากีวี่ เปลือกจะมีรสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อย แต่หากรับประทานทั้งเปลือกจะทำให้ความหวานของมินิกีวี่เข้มข้นมากขึ้น มินิกีวี่เป็นอาหารโปรดของลิงและหมีที่อยู่ตามภูเขา ที่คนสามารถรับประทานได้ในช่วงปลายเดือนกันยายนจนถึงต้นพฤศจิกายน

คุณค่าทางอาหารของมินิกีวี่

มินิกีวี่เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าสารอาหารสูงกว่ากีวี่ปกติ โดยประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินซี วิตามินบี 6 และวิตามินอี ซึ่งช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม เสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย และช่วยชะลอความแก่ เพกตินซึ่งช่วยให้ระบบลำไส้ทำงานดี ช่วยลดอาการท้องผูกและป้องกันท้องเสีย และลูทีนซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคต้อกระจกและโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เป็นต้น

 

เป็นที่เสียดายที่มินิกีวี่เก็บเกี่ยวได้เฉพาะตามท้องถิ่นในพื้นที่ภูเขา ทุกวันนี้ยังหาซื้อได้ยากตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายผัก นอกจากมีญาติมิตรที่อยู่ใกล้พื้นที่ภูเขาส่งเป็นของฝากมาให้ ทั้งนี้ก็สามารถหาซื้อมินิกีวี่ที่นำเข้ามาจากอเมริกาและชิลีได้บ้าง แม้จะยังหาซื้อได้ยากในปัจจุบัน แต่หากได้ลองชิมซักครั้ง ผู้เขียนเชื่อว่ามินิกีวี่จะเป็นอีกผลไม้หนึ่งในดวงใจของคนไทยค่ะ  สล็อตเว็บตรง

 

จัดอันดับ ซุปมิโสะแบบไหนโดนใจคนญี่ปุ่นมากที่สุด!?

จัดอันดับ ซุปมิโสะแบบไหนโดนใจคนญี่ปุ่นมากที่สุด!?

“ซุปมิโสะ” เป็นซุปที่อยู่เคียงข้างกับอาหารญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน เสมือนหนึ่งว่าเป็นเมนูสิ่งที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารกันเลยทีเดียว จะว่าไปแล้ววัตถุดิบที่นำมาประกอบในการทำ “ซุปมิโสะ” นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะทำมาจากข้าวสาลี ถั่ว และอื่น ๆ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องที่ อันเป็นผลทำให้รสชาติของซุปออกมาแตกต่างกันไปด้วย ขึ้นชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นเจ้าแห่งการจัดอันดับทั้งที เรามาดูกันดีกว่าว่ามิโสะแบบไหนที่คนญี่ปุ่นโหวตว่าอร่อยที่สุดในญี่ปุ่น

อันดับ 1 เต้าหู้

 

อันดับ 2 สาหร่ายวาคาเมะ

 

อันดับ 3 ต้นหอมญี่ปุ่น

 

อันดับ 4 แผ่นเต้าหู้ทอด “อะบุระอาเงะ”

อันดับ 5 ไชเท้า

อันดับ 6 มันเทศ

อันดับ 7 หัวหอม

อันดับ 8 เห็ดนาเมโกะ

อันดับ 9 หอยกาบน้ำจืดหรือชิจิมิ

และรั้งท้ายอันดับ 10 หอยลาย

มีซุปมิโสะอร่อย ๆ แล้วก็ต้องหาอาหารมาทานคู่กันสักหน่อย แล้วคนทั่วทั้งญี่ปุ่นส่วนใหญ่เค้ากินซุปมิโสะคู่กับอะไรกัน ประเดิมเริ่มต้นกันที่เหนือสุดก่อนอย่างฮอกไกโด ที่คนที่นี่เค้ารับประทานซุปมิโสะคู่กับไข่ปลาค็อตหรือที่เรียกว่า “ทะจิ” ส่วนในอาคิตะ เมนูคู่ซุปมิโสะต้องยกให้ผักจุนไซ ผักท้องถิ่นของคนที่นี่

ลงมาที่นารา คนที่นี่เค้ากินซุปมิโสะคู่กับเส้นโซเมน แต่จะเชื่อไหมว่าที่ทตโตริคนที่นี่เค้าซดซุปมิโสะกับปู ลงมาต่อกันที่ฮิโรชิมะ คงคิดว่าที่นี่เค้าจะซดซุปมิโสะกับพิซซ่าญี่ปุ่นหรือโอโคโนมิยากิที่เป็นของกินขึ้นชื่อแต่เปล่านะ ที่นี่เค้ากินซุปมิโสะคู่กับหอยนางรม ของโปรดที่คนไปฮิโรชิมะควรต้องไปแวะชิมกันให้ได้ ขอบอกว่ามันทั้งสดทั้งอร่อยจริง ๆ ส่วนใต้สุดของญี่ปุ่นที่โอกินาว่าก็มีการกินซุปมิโสะคู่กับหมูสามชั้น

แบรนด็มิโสะที่แม่บ้านญี่ปุ่นโปรดปราน

ตบท้ายกันด้วยมิโสะยี่ห้อโปรดขวัญใจคุณแม่บ้านชาวญี่ปุ่น และแบรนด์ที่คว้าอันดับ 1 ได้แก่ มารุโคเมะ ด้วยเหตุผลที่ว่าแบรนด์นี้เป็นมิโสะแบบต้นตำรับนั่นเอง

 

 

ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ ฮามานะรุกิ

อันดับ 3 จิกะเซมิโสะ

อันดับ 4 มารุซัง

และรั้งท้ายอันดับ 5 อิจิบิกิ แบรนด์มิโซะชื่อดังที่มีฐานแฟนคลับแม่บ้านจากเมืองนาโกย่าและกิฟุ

ส่วนทางคิวชูนั้น ยกให้กับ 2 พระเอกจากแบรนด์ “โชโค” และ “ฟุนโดคิง” ที่เป็นมิโสะทำมาจากข้าวสาลีอันมีชื่อเสียงโด่งดังยากที่แบรนด์อื่นจะมาครองตำแหน่งแทนได้ หลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น การซื้อมิโสะไปเป็นของฝากก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

”สาโทญี่ปุ่น” vs “สาโทเกาหลี” ของมันต้องมีซักหน่อยแล้ว

”สาโทญี่ปุ่น” vs “สาโทเกาหลี” ของมันต้องมีซักหน่อยแล้ว

อย่างที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้าว่า “มักกอลลี” สาโทเกาหลีนั้นจากเหล้าชาวนากลายมาเป็นเครื่องดื่มสุดฮิปในเกาหลีใต้ และด้วยกระแส K-POP บวกกับกระแสหนังเกาหลีใน Netflix เลยกลายเป็นของมันต้องมีเวลากินเนื้อย่างเกาหลี อาหารเกาหลีไปเสียอย่างนั้น สาโทเกาหลีนั้นดีกรีน้อย ดื่มง่าย สาวๆ ชอบ คนคอไม่แข็งก็ดื่มได้

มักกอลลีนั้นทำจากข้าวเจ้า หรือข้าวเหนียว แป้งสาลี มีปริมาณแอลกอฮอล์ 5 ถึง 10 ดีกรี เมื่อดูจากรากคำแล้ว “มักกอลลี” แปลว่า “เหล้ากรองหยาบ” มันก็คล้ายๆ กับนิโกริสาเก หรือสาโทบ้านเรา ที่เกาหลี (ใต้) นั้นเป็นของฮิตนิยมดื่มรองจากเบียร์และโซจูเกาหลีเลยทีเดียว (ต้องวงเล็บว่า “ใต้” เพราะอ่านเจอมาว่าที่เกาหลีเหนือเขามองว่ามันเชย)

สาโทเกาหลีต่างจากสาโทญี่ปุ่นอย่างไร?

ต่างกันที่วัตถุดิบ (อีกแล้ว) สาโทญี่ปุ่น (นิโกริสาเก หรือ โดบุโรคุ เอาจริงๆ เหล้าสองอย่างนี้บางทีญี่ปุ่นก็ใช้คำสองคำนี้เรียกปนๆ กันเพราะมันดูคล้ายกัน แต่จริงๆ ไม่เหมือนกัน อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่) ทำจากข้าวเจ้าเท่านั้น แต่มักกอลลีอาจทำได้จากธัญพืชอื่นๆ เช่น ถั่วดำ มันเทศ ข้าวโพด ข้าวบาร์เล่ย์ ฯลฯ และอีกอย่างคือสาโทญี่ปุ่นแรงกว่า แอลกอฮอล์ประมาณ 15 ดีกรี แต่สาโทเกาหลี แอลกอฮอล์แค่ 5-10 ดีกรี (มิน่าผู้เขียนตอนที่ซื้อดื่มเลยไม่โดนใจ เพราะของมันไม่แรง) แต่มักกอลลีนั้นมีฟองมากกว่า คนญี่ปุ่นว่ามันสดชื่น ดื่มง่ายดี

และจริงๆ แล้วมัลกอลลียังมีแบบผ่านความร้อน (เพื่อหยุดการทำงานของเชื้อหมัก) และแบบ “สด” ไม่ผ่านความร้อน (ซึ่งจะทำให้มันยังหมักต่อไปเรื่อยๆ) ในกระบวนการหมักนี้ยีสต์ก็จะผลิตกรดคาร์บอนิกและกรดแลคติก ฉะนั้นจึงทั้งซ่าทั้งเปรี้ยว (เปรี้ยวปากหรือยังครับ?)

มักกอลลีดื่มยังไงให้อร่อย?

เดี๋ยวนี้ผู้ผลิตก็มักเอาวัตถุดิบแผลงๆ เช่น ถั่วดำ ข้าวโพด หรือเกาลัด มาทำมักกอลลี่ขายมากขึ้น ส่วนวิธีดื่มง่ายสุดก็แช่เย็นดื่มเพียวๆ หรือจะออนเดอะร็อคก็ได้ หรือจะมิกซ์กับน้ำผลไม้กลายเป็นค็อกเทลก็ได้ จะผสมน้ำส้ม น้ำเกรปฟรุต น้ำลูกพีช ได้หมด หรืออยากลองของแปลกไปอีก ญี่ปุ่นเขาแนะนำมาว่าให้ลองผสม drinking yoghurt ดู (จะท้องเสียไหมอ่า) มักกอลลียี่ห้อที่มีขายในญี่ปุ่นก็จะมีของ SUNTORY, JINRO และยี่ห้ออื่นๆ อีก    UFABET เว็บตรง

 

เอาจริงๆ สมัยนี้ผู้ผลิตเขาทำมักกอลลีใส่รสผลไม้มาสำเร็จเลยเหมือนโซจู เหมาะกับสาวๆ รสหวาน ทานง่าย

 

สงสัยงวดนี้ผู้เขียนจะเขียนเรื่องเหล้าเกาหลีเยอะไป วันนี้เลยจัดเบาๆ จากเซเว่นประมาณนี้

ไส้กรอกกับต๊อกโปกี้ กับโซจูเกาหลี มีน้ำโซดาดื่มตบท้าย ปกติเวลากินเหล้าผู้เขียนชอบกินเพียวๆ ภาษาญี่ปุ่นเรียก สเตรท (ストレート)

ก่อนจะขอตัวปิดซีรีส์เรื่องเหล้าเพราะเยอะละสามบทความแล้ว จะขอแนะนำภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสั่งเหล้ามากินพอเป็นกระสัยดังนี้

 

เพียวๆ (ไม่ผสมอะไรเลย) “สเตรท” ストレート

ออนเดอะร็อค คือใส่น้ำแข็งมา “ร็อคคุ” ロック

ผสมโซดา จะผสมอะไรก็ตามใช้ “วาริ” 割り หมด เช่น ผสมโซดา “โซดาวาริ” ソード割り ผสมน้ำ “มิซึวาริ” 水割り

คำพวกนี้ใช้ได้กับโชจูและวิสกี้

สำหรับการสั่งสาเก (เซฉุ) ถ้าเอาเย็นๆ ไม่อุ่นร้อน บอกว่า “ฮิยะ” 冷 ถ้าเอาอุ่นร้อน บอกว่า “คัง” 燗

ดื่มแต่พอดี เมาไม่ขับนะครับ ไปก่อนนะครับ

4 เรื่องของกวางแห่งสวนนาระที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!

4 เรื่องของกวางแห่งสวนนาระ

4 เรื่องของกวางแห่งสวนนาระ

4 เรื่องของกวางแห่งสวนนาระ
4 เรื่องของกวางแห่งสวนนาระ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการไปเที่ยวญี่ปุ่นแถวๆ ภูมิภาคคันไซ หรือต่อให้ไม่เคยไปญี่ปุ่นก็คงจะเคยได้ยินมาว่ากวางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนาระ แต่นอกจากเรื่องที่น้องกวางเหล่านี้ชอบกินเซ็มเบ้แล้ว มีอะไรที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับกวางนาระอีกบ้าง? วันนี้เราขอแนะนำ 4 เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกวางนาระให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน

1. ทำไมสวนนาระถึงมีกวางเต็มไปหมด?

Nara Deer Kasuga Taisha

พื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนนาระที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของกวางนั้นครอบคลุมถึงพื้นที่ศาลเจ้าคาสุกะ (春日大社, Kasuga-taisha) ด้วย โดยว่ากันว่าเทพทาเคมิคาซุจิโนะ มิโคโตะ (武甕槌命) แห่งศาลเจ้าคาสุกะได้เดินทางมาจากศาลเจ้าคาชิมะ (鹿島神社, Kashima-jinja) (จังหวัดอิบารากิ) โดยใช้พาหนะคือกวางศักดิ์สิทธิ์ ทำให้กวางได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดีมาตั้งแต่อดีตในฐานะสัตว์รับใช้ของเทพเจ้า และปัจจุบันกวางนาระยังเป็นสัตว์คุ้มครองอีกด้วย

2. นอกจากเซ็มเบ้แล้ว กวางนาระกินอะไรเหรอ?

Nara Deer Senbei

หลายคนอาจจะรู้กันดีว่ากวางนาระกิน “ชิกะเซ็มเบ้” (鹿せんべい, Shika senbei) อย่างไรก็ตาม โดยพื้นเพกวางนาระเป็นสัตว์ป่าซึ่งสามารถหาอาหารได้เองอยู่แล้ว ในแต่ละปีกวางจะกินพืชชนิดต่างๆ ตั้งแต่หญ้าในสนามของสวน หญ้าสุสุกิ (ススキ) พืชสกุลข้าว และหญ้าแห้วหมูเวียนกันไป

Nara Deer Feeding

เราสามารถแบ่งกลุ่มกวางในนาระออกได้เป็น 2 กลุ่มตามลักษณะอาหารที่พวกมันกิน ได้แก่ “กวางสวน” ที่อาศัยตามที่ราบของสวนนาระ และ “กวางภูเขาวาคาคุสะ” ทั้งนี้ กวางทั้งสองกลุ่มจะกินหญ้าของสวนนาระเป็นหลัก การที่พวกมันพึ่งหญ้าในสวนเป็นอาหารหลักนี้เองที่ทำให้กวางที่นี่แตกต่างจากกวางในพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่น

3. ชิกะเซ็มเบ้ที่กวางกินทำมาจากอะไร?

Shika Senbei
จากที่เราทำความรู้จักกันไปก่อนหน้านี้ว่ากวางนาระกินหญ้าเป็นอาหารหลัก บางคนอาจจะสงสัยว่าส่วนผสมของชิกะเซ็มเบ้ทำมาจากอะไรและดีต่อสุขภาพของกวางไหม? ซึ่งคำตอบก็คือไม่ต้องเป็นกังวลไป! เพราะชิกะเซ็มเบ้ทำจากแป้งสาลีและรำข้าวโดยคำนึงถึงสุขภาพของกวางเป็นสำคัญ และไม่มีการใส่เครื่องปรุงรสอย่างน้ำตาลเลย ดังนั้นจึงเป็นขนมที่มั่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้น้องกวางป่วย ซึ่งชิกะเซ็มเบ้เป็นแบรนด์ของสมาคมคุ้มครองกวางนาระที่ขึ้นทะเบียนการค้าเรียบร้อย และเป็นแบรนด์ที่นำรายได้ส่วนหนึ่งไปใช้ในการดูแลคุ้มครองกวางนาระอีกด้วย

4. ประเพณีประจำปีที่เกี่ยวข้องกับกวางนาระ

ประเพณีชุมนุมกวาง (鹿寄せ)

ประเพณีชุมนุมกวางเป็นหนึ่งในประเพณีดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับกวาง โดยจะเป็นการใช้เสียงแตรเรียกกวางให้มารวมตัวกันดั่งเช่นที่เคยปฏิบัติกันมาในนาระยุคโบราณ กิจกรรมนี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2405 และเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นปีละหลายครั้งที่โทบิฮิโนะ (飛火野, Tobihino) ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของศาลเจ้าคาสุกะ

ปัจจุบันแตรที่ใช้คือแตร Natural Horn โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เป่าปุ๊บ กวางจำนวนมากจะพากันออกมาจากป่าแล้วมารวมตัวกัน ถือเป็นบรรยากาศที่เห็นได้เฉพาะที่นาระเท่านั้น

ประเพณีตัดเขากวาง (角きり)

ประเพณีตัดเขากวาง เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่เป็นไฮไลท์ประจำฤดูใบไม้ร่วงของเมืองนาระที่เป็นเมืองหลวงเก่า โดยเริ่มขึ้นในสมัยเอโดะ (พ.ศ. 2146 – พ.ศ. 2441) ด้วยจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยและป้องกันต้นไม้ในสวน โดยประเพณีจะเป็นการนำกวางตัวผู้มาตัดเขาที่ถือเป็นสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจของกวางให้สั้นลง แม้เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่เขากวางก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาติเช่นเดิม อีกทั้งประเพณีนี้ถือเป็นประเพณีเฉพาะตัวของนาระและมีจุดเริ่มต้นจากประวัติศาสตร์ที่คนและกวางอาศัยอยู่ร่วมกัน

จะไปเยี่ยมน้องกวางที่นาระ ต้องระวังอะไรบ้าง?

Nara Deer Caution

 

ด้วยความที่กวางนาระอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับคน ทำให้สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือการป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุขึ้น เพื่อความปลอดภัยของทั้งเราและกวางนาระ เพียงระวังใน 2 ข้อนี้ เพื่อนๆ ก็สามารถเยี่ยมน้องกวางนาระได้อย่างสบายใจแล้ว

1.ความปลอดภัยทางด้านจราจร ถ้าเพื่อนๆ เช่ารถขับเที่ยวในนาระ ขอให้ขับรถอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในบริเวณสวนนาระ เพราะกวางในสวนมักจะกระโดดออกมาบนถนนอย่างกะทันหัน ดังนั้นขอให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดและระวังเรื่องความเร็ว

2.อาหาร เพราะกวางไม่สามารถที่ย่อยอาหารของคนได้ ดังนั้นขอให้เพื่อนๆ อย่าให้อาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช้ชิกะเซ็มเบ้โดยเด็ดขาด และไม่ทิ้งถุงพลาสติกหรือขยะอื่นๆ ไว้ในพื้นที่สวนเนื่องจากจะเป็นอันตรายหากกวางกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว โดยในพื้นที่สวนนาระจะมีถังขยะตั้งไว้ให้ในหลายจุด ดังนั้นขอให้เพื่อนๆ ทิ้งขยะลงถังหรือถ้าหาถังขยะไม่เจอก็ขอให้เก็บกลับไปทิ้งที่อื่นหรือทิ้งที่บ้านแทน    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Nara Deer

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าเพื่อนๆ จะได้สนุกเกร็ดความรู้เกี่ยวกับกวางนาระไม่มากก็น้อย และหวังว่าทุกคนจะสนุกกับการไปเยี่ยมกวางที่สวนนาระนะครับ

“อาซาฮิกาว่าราเมง” 1 ใน 3 สุดยอดราเมงฮอกไกโดที่คนรักราเมงต้องไม่พลาด!

อาซาฮิกาว่าราเมง1 ใน 3 สุดยอดราเมงฮอกไกโด

อาซาฮิกาว่าราเมง1 ใน 3 สุดยอดราเมงฮอกไกโด

อาซาฮิกาว่าราเมง1 ใน 3 สุดยอดราเมงฮอกไกโด

 

ราเมงของฮอกไกโดถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตที่ห้ามพลาดหากมีโอกาสได้ไปเยือนถึงถิ่นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นซัปโปโรราเมง อาซาฮิกาว่าราเมง ฮาโกดาเตะราเมง หรือราเมงประจำถิ่นอื่นๆ ทั่วทั้งจังหวัดต่างก็มีดีมีเด่นแตกต่างกันไป คราวนี้เราจะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับหนึ่งในสุดยอดราเมงฮอกไกโดอย่าง “อาซาอิกาว่าราเมง” และเหตุผลที่คนรักราเมงห้ามพลาดเมนูนี้กัน!

อาซาฮิกาว่าเป็นเมืองแบบไหน

asahikawa

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับราเมง เรามารู้จักเมืองต้นกำเนิดเมนูนี้กันก่อน เมืองอาซาฮิกาว่าตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดฮอกไกโด จัดเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากซัปโปโร และเป็นเมืองที่ติด 3 อันดับเมืองราเมงประจำจังหวัดด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ฮาซาฮิยามะชื่อดังที่เต็มไปด้วยสัตว์เมืองหนาวมากมาย ดังนั้นหากเพื่อนๆ ตั้งใจจะไปเที่ยวฮอกไกโดและชื่นชอบราเมงก็ไม่ควรพลาดมาเยือนเมืองนี้ เพราะที่นี่มีร้านราเมงให้เลือกมากมาย ชนิดที่เดินเข้าออกร้านได้แบบนับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว!

อาซาฮิกาว่าราเมงคืออะไร

อาซาฮิกาว่าราเมง (旭川ラーメン) เป็นเมนูราเมงท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของเมืองอาซาฮิกาว่า จังหวัดฮอกไกโด โดดเด่นด้วยน้ำซุปโชยุ (ซอสถั่วเหลือง) ที่ค่อนข้างมันเพราะมีน้ำมันหมูเป็นส่วนประกอบเพื่อซุปยังอุ่นอยู่แม้ในอากาศหนาวของฮอกไกโด เส้นราเมงมีลักษณะแข็งหยัก ส่วนท็อปปิ้งหลักๆ จะเป็นเนื้อหมู หน่อไม้ และต้นหอม

อาซาฮิกาว่าราเมงมีความเป็นมาย้อนไปในช่วงต้นสมัยโชวะ (ค.ศ. 1926) ทว่าไม่พบบันทึกต้นกำเนิดที่แน่ชัด ก่อนจะหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และกลับมาใหม่หลังจากที่สงครามสิ้นสุดราวๆ ปีค.ศ. 1947 และค่อยๆ กลายมาเป็นเมนูขึ้นชื่อประจำเมืองอาซาฮิกาว่าไปในที่สุด โดยในปี 2001 อาซาฮิกาว่าราเมงได้รับการรับรองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของฮอกไกโดด้วย

หากถามว่าอาซาฮิกาว่าราเมงเป็นเมนูที่สำคัญขนาดไหน ก็ต้องตอบว่าขนาดที่มีการสร้างหมู่บ้านอาซาฮิกาว่าราเมง (Asahikawa Ramen Village) ขึ้นมาเลยทีเดียว! ภายในหมู่บ้านได้รวบรวมร้านราเมงเด็ดๆ ของเมืองเอาไว้หลายร้าน ดึงดูดคนรักราเมงจากทุกหนแห่งให้มารวมตัวกันเพื่อลิ้มลองราเมงรสเด็ดประจำเมือง จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวฮอตฮิตของเมืองอาซาฮิกาว่าไปเลย

 

แนะนำ! Baikohken ต้นตำรับอาซาฮิกาว่าราเมงจากฮอกไกโด

 

สำหรับใครที่อดใจรอไม่ไหว อยากจะไปกินฮาซาฮิกาว่าราเมงให้ได้ตอนนี้เดี๋ยวนี้! เราก็มีข่าวดีมาฝาก เพราะเพื่อนๆ สามารถไปลิ้มลองฮาซาฮิกาว่าราเมงรสต้นฉบับจากฮอกไกโดได้แล้วที่ร้าน Baikohken Ramen ห้างฯ ไอคอนสยาม ราเมงร้านนี้มีประวัติยาวนานกว่า 40 ปี โดดเด่นด้วยมิโสะที่นำเข้าจากฮอกไกโดโดยตรง ทำให้มั่นใจได้เรื่องความอร่อยตามแบบฉบับต้นตำรับฮาซาฮิกาว่าราเมงของฮอกไกโดแท้ๆ ที่สำคัญคือร้านนี้ใส่ใจสุขภาพ ปรุงรสน้อย แต่ดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาได้อย่างลงตัว ทำให้เหมาะกับสายเฮลตี้มากๆ อ้อ! จะบอกว่าร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านดังที่อยู่ในหมู่บ้านอาซาฮิกาว่าราเมงด้วยนะ เพราะงั้นห้ามพลาดเลย~!!  สล็อตเว็บตรง

Baikohken Ramen


พิกัด: ห้างไอคอนสยาม โซน Siam Takashimaya ชั้น G
เวลาทำการ: 10.00-22.00 น.
โทร: 021179617
เว็บไซต์: www.baikohken.com/shop/thailand.html
Facebook: Baikohkenth
Instagram: @baikohkenth